เข้าระบบ

ชื่อผู้ใช้

รหัสผ่าน

  ล ง ท ะ เ บี ย น  

puling222

puling222的บล๊อก

puling222的主頁 | ดูทั้งหมด

กำเนิด มหายาน

คำค้น:พุทะะ  มหายาน  ปู่ลิง  2012-10-19 04:50
//-มีภิกษูสี่รูป ที่ฝากแนวคิด "พุทธปรัชญา"
ที่รวมกันเป็น มหายาน ที่ถือเอา
"จิตเอื้อเฟื้อ"(จิตแบบโพธิสัตว์) สำคัญกว่า จิตหลุดพ้นเพลิงทุกข์ เพลิงกิเลส(จิตโลกุตระจิต)
"วิมุติ มีหนึ่งแต่มีสองรสคือ
-วิมุติภายใน
-วิมุติที่ได้เอื้อเฟื้อโลกสู่ทางกุศล" 
......................
1.อัศวโฆษ
มีสมญาว่า เมื่อท่านร่ายบทกวี แม้นแต่ม้า ยังไม่ยอม วิ่ง จนกว่าท่านจะจบบทกวีนั้น
ท่านเสนอแนวคิดว่า"กว่าจะมาเป็นพุทธเจ้า ต้องบำเพ็ญบารมีเป็นเอนกชาติ 
และท่าน ยอมเสียสิทธฺือำนาจ ในสวรรค์(ชั้นดุสิต หรือสุขาวดี)
ยอมลำบาก เพื่อ ค้นหา บรมธรรม(นิพพาน) และบอกทางออกจาก เพลิงทุกข์กิเลส
ท่านลงมาในโลกแบบ มีสิทธิ อำนาจเต็มเพื่อทำงานนี้
2. .พุทธศาสนามหายานแบบนาคารชุน

“นาคารชุน” เกิดภายหลัง “อัศวโฆษ” ประมาณร้อยปี
เห็นว่าคำสอนแบบ“อัศวโฆษ”ที่ไม่มีหลัก “อริยสัจ,อนัตตา” 
นั้นนานไปจะทำให้มหาชนไม่รู้ว่าพระพุทธเจ้าตรัสรู้อะไร
จึงตั้งนิกาย “ศูนยตา” ขึ้นเพื่ออธิบายหลัก “อนัตตา” อย่างเป็นปรัชญาล้วนๆ
-โดยไม่พูดถึงเรื่องเวียนว่ายตายเกิด 
-ไม่พูดถึงนรก,สวรรค์ 
-พูดถึงแต่ในเรื่องปัจจุบัน 
ทำให้พราหมณ์ไม่พอใจมีการฆ่าฟันกันเกิดขึ้น
นาคารชุนต้องพาพรรคพวกหลบหนีขึ้นไปอยู่ทางภาคเหนือ
แล้วเปลี่ยนชื่อเป็นนิกาย “มธยมิก”
พราหมณ์ก็ยังตามไปรังควานจนถึงกับฆ่าศิษย์เอกของนาคารชุนเสียชีวิต 
นิกายของนาคารชุนเห็นว่าถ้ายังคงอยู่ในอินเดียต่อไปคงต้องถูกพราหมณ์ฆ่าตายหมด 
จึงพากันหนีไปอยู่ในเมืองจีน เรียกชื่อเป็นภาษาจีนว่า นิกาย “เซี้ยงจง” 
เมื่อแยกตัวออกไปอยู่ในเกาหลี,ญี่ปุ่นเรียกว่านิกาย “เซ็น” หรือ “ธยาน” 
สอนการทำสมาธิเข้าฌานแบบลัทธิโยคะอย่างหนักเพื่อทำฌานให้สูงถึง” อากิญจัญญายตนฌาน”
(ฌานที่เจ็ด-ยึดความว่างเป็นอารมณ์) เพื่อให้เห็นหลัก “อนัตตา” 
ค้นหาจิตเดิมแท้อันเป็นปภัสสร ที่เรียนว่า “จิตหนึ่ง”
บรรลุ “นิพพานแบบฉับพลัน”
หรือเรียกว่า “เจโตวิมุตติ” 
ภิกษุในนิกายนี้ถือว่านาคารชุนเป็น พระมัญชุศรีโพธิสัตว์
ซึ่งเป็นพุทธศาสนานิกายเดียวที่รอดพ้นจากการแทรกซึมเรื่องเวียนว้ายตายเกิดของพราหมณ์
นิกายนี้ไม่ใช้พระไตรปิฎกที่มาจากลังกาแบบเรา
เพราะเขาหนีออกจากอินเดียมาก่อน
เขาแต่งพระสูตรขึ้นใหม่ว่าพระพุทธเจ้าสอนเรื่องศูนยตาเป็นพิเศษแก่พระมหากัสสป
และพระพุทธเจ้าเข้านิพพานเมื่อพระชนมายุ 85 พรรษา 
ใช้เวลา 5 ปีหลังสอนศูนยตาโดยเฉพาะ
(ของนิกายเถรวาทว่าพระพุทธเจ้าดับขันธ์ปรินิพพานเมื่อพระชนมายุ 80 พรรษา)
ภิกษุของนิกายนี้จะสร้างวัดอยู่บนเขาปลูกข้าวปลูกพักกินเอง
ไม่รบกวนเรี่ยไรชาวบ้าน ไม่หลอกขายบุญขายสวรรค์
เป็นผู้สละโลกมุ่งหน้าทำสมาธิเข้าฌานตามลัทธิโยคะอย่างหนัก
เพื่อแสวงหาจิตเดิมแท้อันเป็นปภัสสร
มีการฝึกวิทยายุทธเป็นการบริหารร่างกายและป้องกันตัว 
ไม่มีการประพฤติพรหมจรรย์ตามนัยมรรคมีองค์แปดที่เป็นทางสายกลาง
จึงไม่รู้จักการถอน อุปาทานขันธ์ เพื่อดับทุกข์สิ้นกิเลสและนิพพาน 
...........................
3.พุทธศาสนามหายานแบบ “อสังคะ” (แบบเทวะนิยม)

“อสังคะ” เกิดภายหลัง “อัศวโฆษ” ประมานห้าร้อยปี
มีความรู้ทางพุทธศาสนาตามคำสอนของอัศวโฆษ
- ที่ไม่มีหลักของอริยสัจ 
-ไม่มีหลักอนัตตา
มีแต่นิทาน อสังคะมองเห็นว่าพราหมณ์ในอินเดียมีอิทธิพลอยู่มาก 
พุทธศาสนานิกายใดที่
-ไม่มีเรื่องเวียนว้ายตายเกิดตามผลกรรมนำเกิดที่เป็นคำสอนของพราหมณ์
จะถูกพราหมณ์ฆ่าฟันทำลายล้าง อสังคะจึงตั้ง
-นิกาย “วิญญาณวาท” หรือ “โยคาจาร” ขึ้นมา 
โดยรับเอาคำสอนของพราหมณ์มาทั้งหมดแล้วตั้งชื่อเป็นพุทธ 
จึงมีผู้เรียกว่า” ศาสนาพราหมณ์ในชื่อพุทธ” 
เป็นพุทธศาสนามหายานเต็มรูปกลายเป็นเทวะนิยม
โดยตั้งพระพุทธเจ้าขึ้นห้าพระองค์เข้านิพพานถาวรอยู่บนสวรรค์
แบบพระเจ้าของพราหมณ์ที่มีพระเจ้าสามพระองค์ 
แต่นิทานของอสังคะตั้งพระพุทธเจ้าห้าพระองค์เรียกว่า
- อาทิพุทธ (ธยานิพุทธ)มีอำนาจสร้างโลก,บริบาลโลกและล้างโลก
ได้เช่นเดียวกับพระเจ้าของพราหมณ์
แต่พระเจ้าห้าพระองค์นี้เป็นพระเจ้าที่พิเศษ
สามารถใช้อิทธิฤทธิ์(ธรรมกาย)
เนรมิตลูกน้องคือ มานุษพุทธะ (เรียกว่านิรมานกาย)
เดินดินสอนมหาชน พระพุทธเจ้าห้าพระองค์ประจำยุคต่างๆของโลก
พอแก่ตายลงก็เข้านิพพานหายไป
พระพุทธเจ้าถาวรที่อยู่บนสวรรค์เนรมิตพระโพธิสัตว์ขึ้นห้าพระองค์(เรียกว่า สัมโภคกาย)
ทำหน้าที่ปกป้องมหาชนชาวพุทธให้อยู่รอดปลอดภัย
เมื่อใครตายก็นำไปขึ้นสวรรค์ที่เรียกว่า “พุทธเกษตรสี่ทิศ” 
วิญญาณที่อยู่ในสวรรค์ที่เรียกว่า พุทธเกษตรนี้พระโพธิสัตว์จะช่วยขนส่งไปนิพพานที่อยู่นอกโลก
ได้หมดทุกคน คำสอนนี้ได้รับความนิยมจากมหาชนมากจึงตั้งชื่อว่าเป็น
”โพธิสัตว์ยาน”
หรือ “มหายาน” 
และติเตียนคำสอนของนิกายสรวาสติวาทินของอัศวโฆษ 
ที่สอนให้ไปนิพพานเอาเองตัวใครตัวมันว่าเป็น “หีนยาน” 
พุทธศาสนามหายานเต็มรูปแบบ”อสังคะ”
นี้ไม่มีเรื่องจริงในประวัติศาสตร์ 
ไม่รู้ว่าเจ้าชายสิทธัตถะตรัสรู้อะไร 
ไม่มีการประพฤติพรหมจรรย์เพื่อบรรลุมรรคผลนิพพาน
เพราะพระโพธิสัตว์จะช่วยขนส่งไปนิพพานได้ทุกคน
ไม่มีบอกว่าพระพุทธเจ้าคือใครสอนอะไรบ้าง
พียงแต่อสังคะแต่งนิทานขึ้นสอนว่าพระพุทธเจ้าห้าพระองค์ชื่ออะไร
,พระโพธิสัตว์และมานุษพุทธะประจำยุคชื่อว่าอะไร
โดยตั้งให้พระพุทธเจ้าตัวจริงในประวัติศาสตร์ของเราที่เขาเรียกว่า
”สมณโคดม” (ศากยมุนี)ไปอยู่ในยุคที่สี่
ตารางรายชื่อของอาทิพุทธะ ,พระโพธิสัตว์,มานุษพุทธะ ที่อสังคะตั้งไว้แต่เดิม
(ต่อมาภายหลังมีผู้ตั้งพระโพธิสัตว์ขึ้นอีกตามความนิยมของแต่ละท้องถิ่น)
ยุค อาทิพุทธะนิพพานถาวรอยู่บนสวรรค์ พระโพธิสัตว์ที่ไม่รู้จักตาย มานุษพุทธะตายแล้วนิพพาน
กฤดายุค ไวโรจน์พุทธะ(จีวรสีขาว) พระสมันตภัทรโพธิสัตว์ ทีปังกร(กุกุกสันโท) 
ทวาบรยุค อักโษภยพุทธะ(จีวรสีน้ำเงิน) วัชรปาณีโพธิสัตว์ กนกมณี(โกนาคม)
ไตรดายุค รัตนสัมภวะพุทธะ(จีวรสีเหลือง) รัตนปาณีโพธิสัตว์ กาศยป(กัสสป)
กลียุค อมิตาภะพุทธะ(จีวรสีแดง) อวโลกิเตศวรโพธิสัตว์ โคตมะ(ศากยมุนี)
อนาคต อโมฆะสิทธิพุทธะ(จีวรสีเขียวใบไม้) วิศวปราณีโพธิสัตว์ ศรีอาริยะเมตไตรย์

http://www.pantown.com/group.php?display=content&id=43359&name=content10&area=3

4.พระกุมารชีพ
(จีนตัวย่อ: 鸠摩罗什; จีนตัวเต็ม: 鳩摩羅什; พินยิน: Jiūmóluóshí)
เป็นพระภิกษุชาวอินเดีย เกิดเมื่อ พ.ศ. 887 ที่แคว้นกุฉา 
บิดาชื่อกุมารยณะ มารดาชื่อชีพะ เมื่ออายุเจ็ดขวบได้ไปศึกษาธรรมของฝ่ายเถรวาท
กับพระผันโถวต๋าต้าที่แคว้นโกเผน 
จากนั้นจึงไปศึกษาธรรมฝ่ายมหายานกับพระซิลี่เหยียสั่วหมอ
จากนั้นจึงกลับแคว้นกุฉามาเรียนกับพระเปยเหมยหลัวอี้
แล้วได้เผยแผ่ธรรมที่แคว้นกุฉาเรื่อยมา
ต่อมา พระเจ้าฝูเจี้ยน กษัตริย์ราชวงศ์ฉินสมัยที่หนึ่ง
ได้ส่งนายพลหลวี่กวงออกมาปราบแคว้นกุฉา
เมื่อนายพลผู้นี้ได้รับชัยชนะได้นิมนต์พระกุมารชีพกลับไปเหลียวโจวด้วย
แต่ระหว่างทางทราบว่าพระเจ้าฝูเจี้ยนพ่ายแพ้แก่ข้าศึกจึงตั้งตัวเป็นเอกราชที่เหลียวโจว
จนกระทั่งพระเจ้าเหยาซิงแห่งราชวงศ์ฉินสมัยที่สองกรีธาทัพมาปราบ
และนิมนต์พระกุมารชีพให้ไปอยู่ที่ฉางอัน
เมื่อมาอยู่ที่ฉางอัน พระกุมารชีพได้แปลพระไตรปิฎกและคัมภีร์มหายานหลายเล่ม
- เช่น วัชรปรัชญาปารมิตาสูตร เป็นภาษาจีน 
ทำให้ได้สมญานานเป็นภาษาจีนว่าพระซำจั๋งหรือซันจั้ง
ท่านมรณภาพเมื่อ พ.ศ. 956 รวมอายุได้ 74 ปี

.......................................
//-ดังนั้นสรุป แนวปรัชญา ที่ตกผลึกเป็นมหายานนี้
1.อัศวโฆษ
เปิดแนวคิด การบำเพ็ญบารมี และการเสียสละ
ของ เทพบนสวรรค์มาเพื่อ ทำหน้าที่ นำมนุษย์กลับสู่แดนนิพาน
2.นาคารชุนะ
เปิดแนวคิด เจโตวิมุติ ปัญญาวิมุติ
ด้วยการ"ฝึกฝน ช่วยตนเอง พึ่งพาตนเอง"
3.อสังคะ
เปิดแนวคิด อภิปรัชญา"เทวะนิยม"
4.ท่านกุมารชีพ ที่แปลหลักธรรมะข้ามภาษา
และเป็นหนึ่งในแรงจูงใจให้พระถังซำจั๋ง
เดินทางไป อินเดีย เอาภูมิธรรมภารตะ มาฝากจีนและ แผ่ไพศาลไปทั่วโลก
............................
//-ดังนั้น เราจะพบร่องรอยความคิดนี้ ในมหายาน
1."จิตเอื้อเฟื้อเสียสละ สุขส่วนตนเพื่อสังคมหมู่มาก" แบบอัศวโฆษ
2"การฝึกฝน ตนเองแบบ ย้ำคิดย้ำทำ เช่นสวดมนต์เป็นแสนๆจบ"แบบนาคารชุนะ
3."การใช้ ปัญญา เมตตา มหาอุบาย" เพื่อ สร้างสันติภาพให้แก่สังคม
ด้วยการอุดมพีธีกรรม ประเพณี เพื่อหวัง ผลทิพย์ในโลกหน้า
.......................................
//-การเอื้อเฟื้อ สังคมโลก
และการปลด ตนเองให้พ้นอุปทานในอารมณ์ทุกข์และกิเลส สำคัญเท่าๆกัน
เพราะพุทธศาสนา เกิดขึ้นมาเพื่ออนุเคราะห์สามโลก
1.สังขารโลก
โลกที่ปรุงแต่ง ความคิด อารมณ์ อุดมการ์องค์ความรู้ ที่เป็นความรู้สึกว่า"เรามีอยู่"
2.สัตว์โลก
คือสังคมที่ประกอบด้วย เพื่อนเกิดแก่เจ็บตาย
3.โอกาสโลก
โลกอันว่า ลอยอยู่ในอวกาศ
คือเอกภพอันกว้างใหญ่
ที่มีโลกเราเป็นระบบชีวาลัยอันมหัศจรรย์ เอื้อเฟื้อ
เป็นยานอวากาศ พาเราท่องไปใน เอกภพ
ที่เราควรดูแล ไม่ทำลายสมดุลย์ ดิน น้ำ ลมไฟ
จนชีวิต อาศัยต่อไปไม่ได้
เพราะ ราคะ โทสะ โมหะ ทิฐิ มานะ อวิชชา โศก อภิสังขาร(ความคิดปรุงแต่ง)ในตัวเรานี่แหละ
................................
//-เมื่อเราพบ บรมเสรีภาพความสุข
ทุกอณูที่ประกอบเป็นเรา รู้สึกถึงความสุขนั้น
เราแบ่งปันความสุขนั้น บอกทางด้วยกุศลจิต
เพราะ การเจริญกุศลให้ผู้อื่นเป็นสุข เรา ก็มีความสุขร่วมด้วย"
สาธุ
จบ สรุป"การกำเนิดมหายยาน"
ครับผม อิๆ
"สุขจาก
- การตื่นของ จิตเอื้อเฟื้อ (โพธิจิต มหาเมตตา)
- ฝึกฝนพัฒนาตนเข้มข้น(มหาศรัทธา)
- ใช้กุโศโลบายช่วยสามโลก(มหาปัญญา มหาอุปายะ)
..เป็นเป้าหมายสูงสุดของมหายาน"
"เอื้อเฟื้อ ฝึกฝน อดทนดูแลรัก รักษ์โลก ธรรม" อิๆ
...................................
//-พบเสรีภาพ...................สุข
ดับเพลิงทุกข์ ....................เพลิงกิเลสได้ มลาย หายสูญ
จิตเอื้อเฟื้อ ตื่น....................บ่หน่าย เรียนรู้ ฝึกตน ทบทวีคูณ
อดทน ช่วย สามโลกสูญ.........สิ้น อุปทานทุกข์ พบเปรมสุข ถ้วนหน้าเอยฯ
(อุดมคติลิง)อิๆ


โดย : กำเนิด พัฒนาการ ของมหายาน ปู่ลิง

โดย : กำเนิด และ พัฒนาการของ มหายาน ปู่ลิง


ไซอิ๋ว การเดินทางสู่นิพพาน

แชร์ 6280 ดู | 2 ความเห็น

Footprints

ความเห็น

  • puling222
    puling222 2012-10-19 04:51
    -วิมุติ..ยินดีในการ หลุดพ้นจาก เพลิงทุกข์ เพลิงกิเลส
    -ฌาน..ยินดีในการเรียนรู้ เพื่อเป็น ปรัชญาชีวิต ดื่มดำในสมาธิ ฌาน
    -สวนะ..ยินดี ในการ ฟัง สนทนา แต่ไม่นำเอาไป ฝึกฝนตนเอง
    -อาราม..ยินดีในการ สร้างถาวรวัตถุ เจริญบุญ แต่ขาดกุศล
    (ไม่ฉลาดในทางดับเหตุทุกข์ ภายในใจตน)
    -ความขัดแย้ง....วัฒนธรรม อัตโนมติ(ความเห็นส่วนตัว)
    เกิดวัตร ประฏิบัติ ประเพณ๊ พิธีกรรม มากมาย
    แล้วก็หมุนกลับไปที่"วิมุติ"
    ...................................
    //-สี่เสาหลักของการเข้าถึงวิมุติ คือ
    "เจริญพุทธ คุณ ภายในใจตนเอง ให้ตื่น เข็มแข็ง เบิกบาน"
    1.สุทธิ.......ฝึกชำระจิตให้วิสุทธิ์ พ้น ศรเสียบแทงจิตทั้ง7
    ราคะ โทสะ โมหะ ทิฐิ มานะ โศกะ อภิสังขาร(คิดแบบหดหู่ฟุ่งซ่าน)
    2.ปัญญา....รุ็จัก บริหารจัดการ โปรแกรมปรุงจิต จากปัญญา
    .....ทั้งโลกียะปัญญา
    .....มโนธรรมปัญญา
    .....วัฒนธรรมปัญญา
    .....โลกุตระปัญญา
    .....โพธิปัญญา
    และ
    -มีสติ ว่องไวดุจสายฟ้า กุมสภาพจิตได้
    -มีสมาธิ มั่นคง หนุน ฉลาดเลือก ที่"ตื่นแล้ว"
    ใช้ปัญญาให้เหมาะแก่ กาละ เทศะ บุคคล
    -มีมโนธรรมมั่นคง
    ยามผัสสะโลกและธรรม
    ผัสสะด้วย วิชชาผัสสะ
    (มีสติปัญญา ปรุงวจี จิต
    บุคลิกภาพแบบ ยินดี ปรีดา ปราโมทย์
    เบิกบาน ไร้อารมณ์ทุกข์
    และขี่แรงปราถนาไปเจริญกุศล)
    3.เมตตา กรุณา
    สรุปที่ มี"จิตเอื้อเฟื่อ"(จิตพระโพธิสัตว์)
    หิตายะ สุขายะ "เราช่วยให้ผู้อื่นเป็นสุข เราก็มีสุขร่วมด้วย"
    4.ขันติ
    -อดทน ต่อการ ฝึกฝนตนเอง ตามหลัก โพธิปักขิยะธรรม เพื่อบรรลุธรรมโดยไม่เนิ่นช้า
    -อดทน ต่อการ ดูแล ตนเอง ครอบครัว สังคม สิ่งแวดล้อม ให้ดีด้วยกัน
    -อดทน ต่อการ นำผู้คนไปสู่ทางกุศล ทางพ้นอุปทานในอารมณ์ทุกข์
    -อดทน ต่อการ ถูกทดสอบ 7 ด่าน
    ...พลัดพราก
    ...สูญเสีย
    ...รับความอยุติธรรม
    ...เดินทาง ผจญวิบากของชีวิต
    ...เจ็บไข้ ได้ป่าย หรือพิการ
    ...ด่านเป็น ด่านตาย อยู่เหมือนตาย
    ...ด่าน สิทธิ์ อำนาจ บารมี ได้พรสวรรค์นี้มาแล้ว จะเอาไปทำเพื่อ ประโยชน์ของใคร?
    .................................
    //-สุทธิ
    -ปัญญา
    -เมตตา
    -ขันติ
    เป็นพุทธคุณ ที่ต้อง ปลุกให้ตื่น มาดูแลเจตจำนงค์ ของชีวิตที่มีชีวา
    เป็นการเข้าพบ กุญแจความสุขแบบชาวพุทธ
    ..วิมุติ
    ...วิโมกข์
    ...นิพพาน
    ...วิชชา
    ....วิสุทธิ์
    ....วิเศษ
    ....วิเวก
    ....วิราคะ
    ....วิสังขาร
    .....
  • puling222
    puling222 2012-10-19 05:08
    ศาสนา ส่วนหนึ่งมาจาก สัญชาตญาณ ที่จะพ้นจาก"ความกลัว"
    -ความกลัวโชคร้าย
    -ความกลัวความสกปรก
    -ความกลัวที่ต้องปกปิดตัวตน
    -ความกลัวว่าตนไม่ได้รับการยอมรับต่อสังคม
    การที่จะพ้นความกลัว ศาสนาจะสอนให้เรา
    -ทำอย่างไรชีวิตถึงจะมีโชคดี(มงคลชีวิต อ่านมงคลสูตร ทำหน้าที่ดีๆแล้วพบโชคดี)
    -ทำอย่างไร วาจา ใจกาย จึงบิสุทธิ์ พ้นอำนาจ กิเลส ตัณหา อุปาทาน
    -การกล่าว สัจจะกริยา
    "เลิกทำบาป เจริญกุศลให้ยิ่ง ชำระใจให้ สงบ สะอาด สว่าง
    แข็งแรงมั่นคง ในมโนธรรมฯ
    -การยกระดับภูมิจิต ภูมิธรรมภูมิปัญญา สู่ เทวดา พรหม อริยะ พุทธะ
    เป็นการยืนยันในสถานภาพ"ตัวตนที่ อยู่ส่วนบนสุดของสังคม" ได้
    ....................
    แต่ศาสนาก็คือ เรือ ที่พาเราพ้น ห้วงน้ำข้ามยากคือ
    -กาม(ความยึดติด)
    -ภพ(บุคลิกภาพ ที่จิตชงขึ้น เพื่อแก้ปัญหา ปรับตัว กับแรงบีบคั้น แรงจูงใจ แรงระเบิดภายใน ที่มาจาก"เจตนาของเราเอง"
    -ทิฐิ(ปรัชญาชีวิต ทั้งที่รู้เรื่องโลก รู้เรื่องธรรม รู้วิธี ชนะอารมณ์ทุกข์ อยู่กับสภาวะทุกข์ เวทนาทุกข์ อย่างมีสติปัญญากำกับ)
    -อวิชชา แสงส่องเห็นพฤติจิตเราเอง และเปลี่ยนแปลงสู่ทางกุศล วิมุติดุจสายฟ้า
    และ พ้นอำนาจทุกข์(นรก) สุข(สวรรค์) แต่เย็น มั่นคงอย่างนั้นฯ
    สาธุ
    .........................
    หากเราไม่ฝึกชนะความกลัวนั้นๆโดยวิธีใด้ก็ตาม
    สมองเราจะทำงานแบบ ย้ำคิด ย้ำทำ ย้ำแค้น
    จะกลายเป็นความวิตก กังวล ขาดความเชื่อมั่น และเป็นอาการประสาทในที่สุด
    ดังนั้น การมีศาสนาเป็นที่พึ่ง ฝึกฝนจิตชนะความกลัว ตามเทคนิคของศาสนา จึงดีสำหรับ
    "ความรู้สึกว่า เรามีอยู่" สาธุครับผม