เข้าระบบ

ชื่อผู้ใช้

รหัสผ่าน

  ล ง ท ะ เ บี ย น  

puling222

puling222的บล๊อก

puling222的主頁 | ดูทั้งหมด

พุทธเจ้า คือ?

คำค้น:พุทธะ  ศาสนา  ปรัชญา  สามโลก  ปู่ลิง  2013-08-04 10:34
//-พุทธเจ้า เคารพ กฎเหตุปัจจัยปรุงแต่งของธรรมชาติ
-พุทธเจ้า ใช้วิธี มองโลกด้วย สติปัญญา ความเป็นเหตุและผล
-พุทธเจ้าค้นพบ การเรียนรู้แบบ มีเงื่อนไข และล้างเงื่อนไข
-พระพุทธเจ้า ทรง ฝึกล้างเงื่อนไขความรู้ จนสิ้นสงสัย ใน กฎ วิวัฒนาการ พัฒนาการของธรรมชาติ
-พุทธเจ้า ทรงสถาปนา จิตใหม่ ที่ มีสติ เคารพพระธรรมที่ทรงค้นพบ
-พระพุทธเจ้าจึง อนุเคราะห์ สามจักรวาล
1.สังขารโลก
คือจักรวาล ที่ประกอบเป็นชีวิตของเรา
จบลงที่ ไม่ทุกข์ ไม่สุข แต่เย็น
เย็นเพราะไม่มีเพลิงอารมณ์ทุกข์ ความอยากเกินเหตุ มาเผาแล้ว
จึงเหลือแต่ ไฟชีวาในชีวิต ที่ประกอบด้วยแสงแห่ง สติ ปัญญา
2.สัตว์โลก
คือสังคม ที่ประกอบด้วย มนุษย์ที่มี ความแตกต่าง ทั้ง
ภูมิจิต ภูมิธรรม ภูมิปัญญา วัฒนธรรมหลากหลาย
จะอยูได้ต้องมี"ธรรมบาล"
มีบุพการี.....กตัญูญูชน
มีหิริ...........โอตตัปปะ (รู้จะละอายต่อความชั่ว และเกรงกลัวต่อวิบากกรรม จากความชั่ว)
มีมงคลชีวิต...และทักษิณาทาน(รู้และทำหน้าที่ ที่ทำให้ตนโชคดี และ สุขจาก จิตอาสา แบ่งปัน อภัยให้แก่กัน)
3.โอกาสโลก
คือระบบชีวาลัย โลก อันว่าลอยอยู่ในอวกาศ
เป็นยานอวากาศมหัศจรรย์ มีเขตแดนบางๆ ที่มีสิ่งมีชีวิตอาศัย
ที่เราต้องฉุกใจคิด รักษ์สมดุลย์นี้ ให้นาน เท่านาน
ก่อนที่ผลาญด้วย"ระบบมูลค่า"ทางวัฒนธรรม ที่เราสมุติ และมอมเมา ให้ไล่ล่า มาประดับชีวิต
ที่มี
-ผลประโยชน์นิยม
-ทุนนิยม
-อำนาจนิยม
-บริโภคนิยม
-อุสาหกรรมนิยม
-การตลาด สื่อสาร ขนส่งนิยม
....เราจึงเร่งการบริโภค โดยทิ้งขยะที่เป็นพิษ
ในการผลิต เราก็เติมสารพิษให้กับระบบ
เราก็เจ็บไข้ได้ป่วย รับวิบากกรรมนั้น
บางทีเป็นวิบาก ที่เราไม่ได้ก่อ
.......................
-ชีวิตเราเย็น จากไฟ ราคะ โทสะ โมหะ อารมณ์ทุกข์แล้วยัง
-เราเป็นธรรมบาล ดูแลสังคมดีแล้วยัง
-เรา ลด ละ เลิก ทำลายระบบ ชีวาลัย เพราะ ความอยาก ของเราแล้วยัง
สาธุ

ชีวิตที่ เสรี พ้นอำนาจ เพลิงอารมณ์ทุกข์ เพลิงความอยากไม่รู้จบ ดุจนกมีปีกบินใน

แชร์ 2155 ดู | 10 ความเห็น

Footprints

ความเห็น

  • puling222
    puling222 2013-08-07 06:19
    คำสั่งสอน พุทธเจ้าถ่ายทอด
    -ธรรมธิษฐาน.......สอนเป็น หลักการเหตุผล
    -บุคลาธิษฐาน.....เป็นวรรณกรรมสมมุติเป็นบุคคลเรื่องราว เช่นชาดก
    -อวจนะภาษา...ภาษาที่ไม่ใช่คำพูด แบ่งออกเป็นสอง
    ....ภาษาสัญญาลักษ์....เช่นวันหนึ่งพุทธเจ้า ยกดอกบัวชูในหมู่สงฆ์
    มีแต่พระมหากัสสปะ ยิ้มอยู่...จึงทรงมอบดอกบัวไว้
    คนที่ธาตุเสมอกัน จึงเข้าใจ
    ...ภาษาศิลป์ เป็นพุทธศิลป์
    เช่นพระปฏิมา งานลวดลายศิลป์ ตามศาสนสถาน
    ........................................
    //-วัด ภาคเหนือส่วนมากจะมีสิงห์ เฝ้าประตู มีผู้ถอดความหมายไว้สาม
    1.พุทธเจ้า ประกาศศาสนา(บรรลือสีหนาถ)
    -เราตัรสรู้ชอบด้วยตนเอง
    -เราทำอาสวะสิ้นแล้ว
    -ผู้ปฏิบัติตามเรามีอยู่(มีพระอริยบุคคลอยู่ในโลก เพราะปฏิบัติตามคำสั่งสอน)
    -ธรรมะเราจำแนก แจกแจงไว้ดีแล้ว
    ด้วยเหตุทั้งสี่ เราจึงประกาศธรรมด้วยความกล้าหาญดังราชสีห์ คำรน ฉนี้
    2.พระเจ้าอโศก ทรงใช้ประกาศธรรมจักร แทนพิชิตด้วยอาวุธ
    ธงค์ประจำพระองค์ คือราชสีห์
    3.นามธรรมคือความคิด ต้องเฝ้าคัดเลือก สิ่งดีๆ เย็น
    ให้แก่ชีวิต
    สาธุ
  • puling222
    puling222 2013-08-19 05:56
    สาธุ ไปช่วยปลูกต้นไม่ หลายวัน....ธรรมถึงทั้งสี่ท่านมาช่วยขยายความ
    ...1.ธรรมะเพื่อ หลุดจาก อารมณ์ทุกข์ แค่มีสติ สมาธิ ชีวาในชีวิตพลิกจิตจากอกุศลสู่กุศลวิมุติ..
    2.แต่ธรรมะเพื่อความอร่อยทางปัญญา อารมณ์ไม่รู้จบ
    ..โลกถึงมีทั้งนักปราชญ์..นักปาด..นักปลาด มากมาย
    เพราะมนุษย์มีสอง ที่ทำงานด้าน เหตผล..จินตนาการ..ทักษะชีวิต..มโนธรรม..และความทรงจำ ที่มีอารมณ์ทั้งชอบ..ชังตอกย้ำ
    3.ธรรมะ เพื่อบวชกิเลสให้เป็นโพธิ..หรือบางคนหาญกล้าจะฆ่ากิเลส..ก็ตามใจ..แต่คนที่เป็นชาวพุทธ ไม่ควร ทำร้ายใคร ทางร่างกาย ทรัพย์ ทางเพศและปัญญา
    ..............
    คำว่า"สังขาร" นาจะหมายถึง ขวยการปรุงแต่ง
    "สังขารโลก" คือ กาน กว้างศอกยาววา มีสัญญา(จำได้หมานรู้) และใจครอง
    -วจีสังขาร คำสั่ง คำพูด ที่เราสั่งการชีวิต สื่อสารกับผู้อื่น...
    -จิตสังขาร เจตนา
    -กายสังขาร..คือบุคลิกภาพภายใน(กรัชกาย) ที่เกิดเมื่อ เราเปลี่ยความคิด อารมณ์เจตนา
    เป็นบุคลิกใหม่ ที่แผ่ซ่านครองกายหยาบ ให้เปลี่ยนไปตามนั้น
    ................
    "ผัสสะกระแสโลกธรรม.....ด้วยสติ กุมสภาพจิต
    จิตยังคงเบิกบาน.........ไร้กิเลส มาปนนั่น
    จิตยังมั่นคงในอารมณ์ .....มโนธรรม กัน
    ใครทำได้ อย่างนี้นั้น......ย่อมประสบพบโชคดีฯ
    ..จากมงคลสูตร สาธุทุกท่านครับ
  • puling222
    puling222 2013-08-25 02:46
    //-สัพเพ สังขารา อนิจจตา
    สัพเพ สังขารา ทุกขา
    สัพเพ ธัมมา อนัตตา
    (ไตรลักษ์ สามัญลักษณะ ที่พระพุทธเจ้าค้นพบ)
    เราการเห็นธรรมชาตินี้ ทำให้เราพ้น
    ความหลง เอา จิตเป็นใหญ่ กายเป็นใหญ่
    ที่เป็นเหตุแห่ง เพลิงทุกข์ เพลิงกิเลส เผาชีวิต จนไร้ชีวา อิๆ
    """""""""""""""""""
    1.สิ่งที่ปรุงแต่ง เช่น
    กายสังขาร...บุคลิกภาพ
    จิตสังขาร.....เจตน์จำนงค์
    วจีสังขาร....ความคิด(วจีภายใน) คำพูด(วจีภายนอก)
    ..ล้วนเปลี่ยนแปลง(อนิจจัง)
    2.สิ่งปรุงแต่ง เปลี่ยนแปลง เพราะ ทนอยู่ในสภาพเดิมไม่ได้ (ทุกข์)
    3.สิ่งที่ปรุงแต่ง และไม่ปรุงแต่ง..กำลังเป็นไปตามกฎเหตุปัจจัย..ไม่ได้เป็นดั่งใจเรา(อนัตตา)
    -อัตตา..ใจเรายิ่งใหญ่
    (ทุกข์เพราะต้องการโลกทั้งใบตามใจตู)
    -นิรัตตา..กายเรายิ่งใหญ่
    (ทุกข์เพราะ ได้ทรัพย์ทั้งโลก มาปรนเปรอตนเอง ไม่รู้พอ)
    -อนัตตา....กฎเหตุปัจจัยธรรมชาติ ใหญ่จริงๆ อิๆ
    จึงใช้สติปัญญาฉลาดเลือก สิ่งที่เป็นกุศล มาเจริญ อิๆ
    ..มองอนัตตา อีกมุมหนึ่ง
    ....ใครไม่เชื่อก็ไปท้าทายกับกฎธรรมชาติเอาเอง อิๆ
    """"""""""""""""""""""""""""""""
    //-การปลุก สติปัญญาฉลาดเลือกให้ตื่น ก็ต้อง"ทำหน้าที่ ที่ควรทำ"
    "รับผลนั้น รู้สึก การเปลี่ยนแปลง ด้วยตนเอง"
    1-ปัญญา เข้าใจมากขึ้นไหม?
    2-ทำหน้าที่ ต่อตน ครอบครัว สังคม สิ่งแวดล้อม ดีกว่าเดิมไหม
    3-คุณภาพจิต เป็นไง?
    หรรษา ยินดี ปรีดา ปราโมทย์ ปัสสัสธิ จิตมั่นคง
    ยามผัสสะโลก อิ่มใจในมโนธรรม มากขึ้นไหม?
    .........................................
    //-ทางสว่างชีวิต(โอวาทปาฏิโมกช์)
    1.ตัดทาง...............................ไม่ไปสู่อบาย
    ทำความฉลาดทำดี....................ทั้งหลายให้ปรากฎ
    ชำระจิต พ้นขยะปรุงจิต.............ไม่ละลด
    ทั้งหมด คือคำสั่งสอน.................พระศาสดา ฯ
    2.ความอดทน ฝึกฝนตน............เป็นยอดตะบะ
    พุทธะ ล้วนมี นิพพาน................เป็นเป้าหมาย
    บักบวช ย่อมไม่ทำร้าย.............ทำลายใคร
    ผู้เห็นคุณค่าความสงบ................มุ่งหมาย รัก รักษ์สันติธรรมฯ
    3.การไม่กล่าวร้าย.....................การไม่ประทุษร้าย
    การสำรวมในวิถีทางสว่าง............สำรวมไม่เป็นทาสบริโภคนิยม
    การสงัด(จากกิเลส)ชีวิตสงบ.........การพัฒนา จิต ให้มีศักยภาพยิ่ง
    เป็นคำสั่งสอน............................พระศาสดาฯ
    ..................................................
    นิพพาน เย็นกาย วาจา ใจ คติ
    เพราะ ไม่มีเพลิงทุกข์เพลิงกิเลส เผา เพราะหมดเชื้อ จาก
    ราคะ โทสะ โมหะ ทิฐิ มานะ อวิชชา โศก อภิสังขาร(คิดแบบขาดสัมมาสติ)
    จากการฝึก ทำอาสวะให้สิ้น อิๆ
  • puling222
    puling222 2013-08-26 00:24
    //-ความสุข มองในแง่วิทยาศาสตร์ คือ"สารเคมีชนิดหนึ่ง"
    ร่างกายผลิตเอง เพื่อตอบสนอง การปรับตัว
    ด้วยการให้รางวัล ลงโทษตนเอง
    -สิ่งที่เป็นกุญแจมาไขให้สารเคมีหลั่งได้นั้น
    มีทั้งจาก ภายนอก โดยการนำเข้าของอวัยวะ รับความรู้สึก
    มารวมกับ ความเชื่อทางวัฒนธรรม ของตน
    ประสบการณ์ชีวิตตน
    หรือ"เสพสารกระตุ้นนั้น"
    -ความสุข ที่ชาว ฉกามาวจรภูมิ(ผู้ที่ยังติด ในวัตถุเสพติด กิจกรรมเสพติด สารเสพติด)
    เซกส์ คือสุดยอด
    แม้นแต่พระอริยะบุคคล สองประเภค คือ พระโสดาบัน พระสิทาคามี ก็ยัง อยู่ในอำนาจนี้
    แต่ถ้าเป็น นักบวช ก็ต้อง"ข่มใจ"
    เพราะยังไม่พ้น กามราคะ(หวังๆอยู่) กับ ปฏิคะ(หงุดหงิด)
    เพราะนักบวช แบบพุทธเถรวาท ต้อง ไม่ทำตัวเป็นภัยสี่อย่างคือ
    -ไม่ทำร้ายชีวิตคน
    -ไม่เป็นอันตรายต่อทรัพย์สิน ชาวบ้าน
    -ไม่เป็นอันตรายต่อเพศ
    -ไม่ทำลายสติปัญญา โดยอ้าง คุณวิเศษเหนือมนุษย์
    (พระอริยะ ไม่ใช่ผู้วิเศษ ที่ฉลาดในการเล่นกล)
    .................................
    //-การหลุดพ้น เพลิงกิเลส เพลิงทุกข์
    ก็ต้องฝึกพิจรณา หากุญแจความสุขที่ง่ายกว่า ปราณีตกว่า
    ละกุญแจหยาบ ไปสู่กุญแจที่ละเอียด
    แล้วแต่ตามกำลัง สติปัญญา กำลังใจ ทักษะที่ฝึกฝนมา
    -จากกามสุข
    -สุขจากการแสวงหาความรอบรู้โลก ธรรม
    -สู่สมาธิสุข
    -สู่วิมุติสุข สุขที่เป็นผล ลด ละ เลิก กุญแจความสุข และทิ้งขยะปรุงแต่งจิต
    จนพบเสรีภาพของความสุข "ความสุขที่ไร้กุญแจ"
    .............................
    //-เราทำแค่ไหน ก็จะรู้ได้ด้วยตนเอง
    เช่นคนเคยขับเครื่องบินเล็ก โอยสุดยอด
    วันหนึ่ง ไปนั่งเครื่องร่อน ที่เหิรฟ้า โดยไม่มีเสียงเครื่องยนต์หนวกหู
    อะไรจะปานนั้น สุขปราณีตคนละแบบนะอิๆ

    ...........................
    //-ส่วนตายแล้วเกิด ตายแล้วสูญ
    พุทธเจ้า ตรัสไว้ในสัมาทิฐิ"อย่าไปยึดติด จนเลยธง"
    ใครเป็นอริยะ ไปนิพพาน ให้คนอื่นเขาเถียงกันต่อ เถอะ ไร้สาระนะอิๆ บาย
    ...............................
    //-เรื่องลีลา กามคุณ นั้นสี่ระดับ
    -เห็นว่าสวย
    -พึงใจ
    ระดับนี้ ปลอดภัยสบายชีวีโลกสดใส หัวใจเบิกบาน เป็นงานศิลป์ อิๆ
    -อยาก ไปมีส่วนร่วม
    -คลุกเคล้าด้วย
    ระดับนี้ ใครเสพแล้ว ไม่เป็นพิษต่อตนและท่าน ไม่มีกฎหมายห้ามนะ อย่าคิดมากอิๆ
    เดียวคันหูอีก อิๆ บาย
    ...................
  • puling222
    puling222 2013-08-31 05:20
    โพธิปักขิยธรรม 37 ธรรมอันเป็นฝักฝ่ายแห่งความตรัสรู้...
    คือ เกื้อกูลแก่การตรัสรู้...
    ธรรมที่เกื้อหนุนแก่อริยมรรค...
    -สติปัฏฐาน 4(ฝึกสติ กุมสภาพจิตสำนึกตนเองได้)
    -สัมมัปปธาน 4 (ฝึกละอกุศล เจริญกุศลให้เข็มแข็ง)
    -อิทธิบาท 4 (มหัศจรรย์ของ ความสำเร็จจาก
    ฉันทะ (ความพอใจ) คือ ความต้องการที่จะทำ ใฝ่ใจรักจะทำสิ่งนั้นอยู่เสมอ และปรารถนาจะทำให้ ได้ผลดียิ่งๆขึ้นไป
    วิริยะ (ความเพียร) คือ ขยันหมั่นประกอบสิ่งนั้นด้วยความพยายาม เข้มแข็ง อดทน เอาธุระไม่ท้อถอย
    จิตตะ (ความคิด) คือ ตั้งจิตรับรู้ในสิ่งที่ทำ และทำสิ่งนั้นด้วยความคิด เอาจิตฝักใฝ่ ไม่ปล่อยใจให้ฟุ้งซ่านเลื่อนลอยไป
    วิมังสา (ความไตร่ตรอง หรือ ทดลอง) คือ หมั่นใช้ปัญญา พิจารณาใคร่ครวญ ตรวจหาเหตุผล และตรวจสอบข้อยิ่งหย่อนในสิ่งที่ทำนั้น มีการวางแผน วัดผล คิดค้นวิธีแก้ไขปรับปรุง เป็นต้น)
    -อินทรีย์ห้า (ฝึกควบคุม พลังชีวิต กำลังภายใน ให้ไม่เป็นทาส รูป รส กลิ่น เสียง ผัสสะกาย ใจคำนึง)
    -พละ 5 (ฝึกปลุกให้พลังชีวาในชีวิตมีพลัง)
    -โพชฌงค์ 7(ฝึกทำงานแบบนักวิจัย)
    มรรคมีองค์ 8 (ฝึกใช้ปัญญา ศีล สมาธิ รวมเป็นหนึ่ง สู่วิมุติธรรม)
    //-สาธุ
    อันปริยัติหลากหลาย
    ทางปฏิบัติ ลงตัวที่ โพธิปักขิยะธรรม จึงถึงปฏิเวธ
    ลงมือฝึกๆเท่านั้น ตามลำดับแล้วจะรู้เอง
    เพราะเป็นนิปปปัญจธรรม ธรรมอันไม่เนิ่นช้า
    ในการหลุดพ้นเพลิงอารมณ์ทุกข์ เพลิงกิเลส ได้จริง
    เจริญสุข เจริญในกุศลธรรมเทอญ
    ........................................
    "ตนแล เป็นที่พึงแห่งตน
    ใครไหนจักเป็นที่พึ่ง ทุกเรื่องได้นั่น
    ตนอันฝึกดีแล้ว จึงเป็นที่พึ่งอันหาได้ยาก
    ผู้รู้ทั้งหลายจึงเร่งฝึกตน"(พุทธพจน์)
  • puling222
    puling222 2013-09-04 06:06
    อโรคยาปรมาลาภา
    สันตุฏฐีปรมังธนัง
    วิสาสาปรมาญาติ
    นิพพานังปรมังสุขขัง .
    ....................................
    สุขภาพดี.......................................คือลาภอันประเสรีฐ
    ความอิ่มใจทุกขณะจิต......................คือยอดทรัพย์
    มิตรอุปการะกัน..............................เป็นยิ่งกว่าญาติ
    ฉลาด ขจัดขยะปรุงแต่งจิต(อาสวะ)......จึงพบเสรีภาพ บรมสุข(นิพพาน)

    ความหมาย อาโรคยะ แปลว่า ไม่มีโรค หมายความว่า เป็นสิ่งที่เกื้อกูลต่อสุขภาพ คำว่าสุขภาพในที่นี้หมายถึง สุขภาพของจิตใจ

    ซึ่งเป็นฐานของสุขภาพกายด้วย คือทำให้จิตใจเข้มแข็งสมบูรณ์ เหมือนกับร่างกายของเรานี้ เมื่อไม่มีโรคก็เป็นร่างกายที่แข็งแรงสมบูรณ์ จิตใจที่ไม่ถูกโรคคือ กิเลสเบียดเบียน ก็เป็นจิตใจที่แข็งแรงสมบูรณ์ สบายคล่องแคล่ว ใช้งานได้ดี อย่างที่ท่านเรียกว่า ควรแก่งาน หรือเหมาะแก่การใช้งาน จิตใจแบบนี้เรียกว่า ไม่มีโรค
    โดย พระธรรมปิฎก (ป. อ. ปยุตฺโต)
    อโรคยา ปรมาลาภา
    เพราะฉะนั้นในสมัยพุทธกาลนั้น จึงได้มีแสดงถึงพราหมณ์ผู้หนึ่งได้เอามือลูบกายของตน ซึ่งเป็นกายที่มีอนามัยจึงมีความแข็งแรง ไม่รู้สึกว่าเป็นโรคอะไร ว่านี่แหละคือนิพพาน ก็คือหมายเอาความที่ไม่มีโรคทางกายปรากฏ กายจึงแข็งแรง พราหมณ์ก็ถือว่านี่แหละคือนิพพาน ฝ่ายพระพุทธเจ้าก็ได้ตรัสเป็นพระพุทธภาษิตไว้ว่า อโรคยะ ปรมาลาภา ความไม่มีโรคเป็นลาภอย่างยิ่ง หรือลาภทั้งหลายมีความไม่มีโรคเป็นอย่างยิ่ง แต่ว่าทรงมุ่งหมายเอาถึงโรคคือกิเลส เป็นต้นว่าความดิ้นรนทะยานอยากของจิตใจ สิ้นกิเลสจึงจะเป็น อโรคยะ คือความไม่มีโรค

    ความไม่มีโรคเป็นลาภอย่างยิ่งทางพุทธศาสนาจึงมุ่งถึงความไม่มีโรคคือกิเลส ก็คือจิตว่างกิเลส ที่เรียกว่าจิตว่าง อันความว่างกิเลสนี้ได้มีพระพุทธภาษิตแสดงไว้เช่น นิพพานัง ปรมัง สุญญัง นิพพานเป็นความว่างอย่างยิ่ง ก็หมายถึงความว่างกิเลส
    โดย  สมเด็จพระญาณสังวร
    สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก
    วัดบวรนิเวศวิหาร
    สรุปคือ
    -สุขภาพกายดี
    -สุขภาพจิตดี
    -สุขภาพวิญญาณ(ความรู้) ดี ไม่หลง ในขยะความรู้ ความรู้เสมือนจริง
    http://guru.google.co.th/guru/thread?tid=61d414a26b69ea05
    แสดงน้อยลง
  • puling222
    puling222 2013-09-14 15:13
    ความจริงหรือสัจจ์ มีสีมิติ
    1.สมมุติสัจจะ...
    ความจริงที่มนุษย์สมมุติ และยอมรับ..เช่นภาษา..วัฒนธรรม..กฎหมาย..ศีล
    2.ธรรมสัจจ์...
    ธรรมชาติที่เป็น กฎ(ธรรมฐิติ)วิวัฒนากา(ธรรมนิยาม)..ความสัมพันธ์เป็นเหตุปัจจัยให้เกิดสรรพสิ่ง(อีทัปจยตา)กฎไตรลักษ์ กฎของกรรม...
    3.ปรมัตถ์สัจจ์..
    ความจริงที่ให้ประโยชน์สูงสุดแก่ชีวิต
    ศาสนาอื่น อาจการกลับไปอยู่ รวมกับพระผู้สร้าง
    ..พุทธศาสนา คือ"การพ้นเพลิงอารมณ์ทุกข์ เพลิงกิเลส โดยการทำอาสวะให้สิ้น"..ผู้ที่ชอบอภิธรรม ก็ถือเอาอภิธรรมเป็นปรมัตถ์ฯ
    4.อริยสัจจ์...
    ความจริงของผู้ชนะอุปสรรค์การพัฒนา ภูมิจิต ภูมิธรรม ภูมิปัญญา
    ..ใครชนะก็จะอยู่เหนือโลก(กองทุกข์)
    ..ทุกข์เกิด...ก็กำหนดรู้ และละเหตุ
    ..เหตุแห่งทุกข์ จากอุปาทานในตัณหา อุปาทานในขันธุ์ห้า ก็ละสิ้น
    ..ความเย็นเมื่อพ้นเพลิงทุกข์ เพลิงกิเลส..ต้องรู้สึกเป็นประสบการณ์ตรงด้วยตนเอง
    ..วิธีฝึกชนะอปุสรรค์ คือ มรรคมีองค์ประกอบแปดอย่างต้องเจริญให้ยิ่ง
    ....
    สัจจ์ หรือสัจจะ ทั้งสี่ ต้องมองเห็น ในคราเดียวกัน..สติปัญญา จึงตื่นกุมสภาพจิตได้..สาธุ
  • puling222
    puling222 2013-09-14 15:23
    //-1.ฉลาดรู้วิชาการของโลก...เป็นนักปราชญ์...
    2.ฉลาดรู้มีสติปัญญากุมสภาพจิตตน จนไม่สร้างเพลิงอารมณ์ทุกข์ เพลิงกิเลส.... เป็นพุุทธะ
    ................
    อวิชชามี8ประการ
    -ไม่เห็นอริยะสัจจะ ที่เกิดภายในจิตตน..สี่..
    -ไม่สามารถจำอดีต มาถอดบทเรียนได้.หนึ่ง..
    -ไม่มีสติปัญญากุมสภาพจิต ทุกปัจจุบันได้..หนึ่ง..
    -ไม่สามารถคาดได้ว่า การกระทำอย่างนี้ ผลอนาคต จะเป็นอย่างไร..หนึ่ง..
    -ไม่เข้าใจความเป็นกฎเหตุปัจจัยปรุงแต่งเชื่อมโยงเป็นสิ่งต่างๆ(ปฏิจจสมุปบาท หรืออีทัปปจจยตา)ทั้งสายที่สร้างเพลิงอารมณ์ทุกข์ และสายดับ
    ..............
    อวิชชาแปด จึงทำให้ สติปัญญารับรู้ความจริง บิดเบือนไปด้วย..สาธุ
  • puling222
    puling222 2013-10-09 06:30
    //-สิ่งที่ได้จาก พุทธธรรมคือ
    1.สภาวะทุกข์
    พ้นได้ ด้วยกาน ฝึกทำใจรับสภาพ
    ของ กฎ เหตุ ปัจจัย ปรุงแต่ง ที่กำลังเป็นไป ที่ไม่เป็นดังใจเรา
    และไม่ขัดแย้ง ไม่แย่งผลประโยชน์ เมตตา กรุณากับชีวิตอื่น ที่ด้อยโอกาส
    2.เวทนาทุกข์
    ฝึกอดทน ปรับตัว และดูแล ชีวิตให้มีชีวา ในกุศลธรรมเสมอ
    3.อารมณ์ทุกข์
    ฝึกสติ สมาธิ ปัญญา กำหนดรู้
    ถอนเหตุ อารมณ์ทั้งทุกข์ สุข สู่ความเย็นแห่งชีวิต
    ไม่สร้างอารมณ์ซ้ำเติม เวทนาทุกข์ และสภาวะทุกข์ ที่ปรุงแต่งเป็นเรา
  • puling222
    puling222 2013-12-11 20:33
    //-ผัสสะโลกธรรม ด้วย............สติกุมสภาพจิต
    จิตจึงเบิกบาน.......................ไร้กิเลสมาปนนั่น
    จิตจึงมั่นคง เย็น สงบ...............ทุกวารวัน
    ใครทำได้อย่างนี้นั้น..................จึงประสบพบโชคดีฯ