เข้าระบบ

ชื่อผู้ใช้

รหัสผ่าน

  ล ง ท ะ เ บี ย น  

PULING

PULING的บล๊อก

PULING的主頁 | ดูทั้งหมด

ปรัชญา สังคม ปู่ลิง

คำค้น:ทางรอด  2011-04-02 06:25
//-ธรรมชาติ บ่แม่นแท้...............ของใคร
ดินน้ำลมไฟ ใจมนุษย์.................ช่วยสร้าง
บ่เข้าใจ บ่พึง.......................ทำลายล้าง
ทั้งบ่ควรแอบอ้าง.....................เป็นตน ของตนฯ
//-ยามนี้ ดิน น้ำ ลมไฟ...............ปรวนแปร
เหลือแต่ ใจมนุษย์แท้..................ต้องฝึกฝน
ชนะ กิเลส ก่อการ ก่อกวน สั่งการ.........เราุทุกคน 
ต้องอดทน ให้อภัย.................... จึงพ้นภัยพาลเอยฯ 
//-แย่งดิน ........................กันอยู่
แย่งคู่กัน.......................... เชยชมนั่น
แย่งผลประโยชน์ .....................แย่งอำนาจปกครองกัน
แย่ง เอาลัทธิที่ตนชอบนั้น................อ้าง เป็นความชอบทำเอยฯ 
//-จิตสั่งการ ฝึกพลิกให้ไว...............ดุจสายฟ้า
เจริญในทาง..........................สร้างกิจกุศล
สมาธิล้างใจ จิตก่อการ ก่อกวน.............สั่งการ แล้ว ทุกข์ หมดอธิพล
คิดถึง ผล แห่ง คุณค่า สันติธรรม...........เป็นยอดเอยฯ
.....................................................................................
//-ภัยที่จะล้างมนุษย์ได้..................คิดไม่เหมือนกัน แล้ว ยุยงให้เกลียดชังกัน
ความโลภ อิจฉา บ้าอำนาจ ................ฉลาดโกง
ความเป็นทาส......................... บริโภคนิยม 
ความไม่อบรม อดทน.....................ต่อการฝึกทักษะ เจริญมโนธรรม ให้เข็มแข็ง
ความไม่เห็นคุณค่าของ.....................สัมมาสติ โพธิปัญญา ที่ตื่น มาปกครองจิตปรุงแต่งฯ
.............................................................................
//-สังคมจะอยู่เป็นสุขเมื่อ
เบื้องบน...............................มีสุข จากการให้
เบื้องล่างไซร์............................มีสุข จากการพัฒนา
ผู้รู้ ..................................มีสุข จากการให้แสงสติปัญญา
ทุกชีวิต................................มีสุข จาก เมตตา อภัย มั่นใจ โลกยังมีมนุษย์ธรรมฯ
.............................................................................
//-ยอดคน
ไม่เป็นภัย..............................ภาระแก่สังคม
พัฒนา ศักยภาพตน.......................จนพึ่งตนได้
เอื้ออาทร ตน ท่าน ให้งดงาม.................ตามกันไป
ใครทำหน้าที่ี่ดีนี้แล้วได้.......................แม่นแล้ว ยอดคนฯ

ชีวิต สังคม สิ่งแวดล้อม จักรวาล อยู่ที่สติปัญญาฉลาดเลือก ของเราเอง จะดีด้วยกัน

แชร์ 1968 ดู | 4 ความเห็น

Footprints

ความเห็น

  • PULING
    PULING 2011-04-30 03:25
    //-ธรรมะในพุทธศาสนา
    มีหลักแก้ปัญหาใชวิตหลายระดับ
    ระดับเศรษฐี ในพุทธกาลคือ
    "ผู้มีความสุขจากการแบ่งปัน"
    "สันโดษคือยอดทรัพย์"
    สันโดษคือ"อิ่มใจทุกขณะจิต"
    ใครไม่มีก็เป็นคนจนตลอดชาติ
    ไม่เกี่ยวกับจำนวนทรัพย์อิๆ
    แต่อิ่มใจ ที่มีเงื่อนไขนะ
    -ถ้า ผู้อื่นเมตตาให้...ก็ไม่เรียกร้อง จนเขาชัง
    -ถ้าทำงาน.............ต้องเต็มพละกำลัง
    -ถ้ามีมาก...............ต้องรู้จักพอแล้วดี
    -ถ้าอยู่ในสังคม........ต้องไม่โลภ หรือทำลายสาธาณะสมบัติ
    -ถ้ามีครอบครัว........ต้องดูแลด้วยความเป็นธรรม
    ............................
    //-มีหัวใจนักธุรกิจเป็นของแถม
    -จักขุมา.................มิวิสัยทัศน์
    -วิธุโร....................บริหารจัดการแบบโปร่งใส
    -นิสยะอุปสัมปันโน...สร้างนิสัยดี จนไม่ขาดผู้อุปถัมภ์
    ..........................
    //-ใครทำได้ ก็เฮง เฮง เฮงนะอิๆ
    http://www.manager.co.th/Mwebboard/listComment.aspx?QNumber=327637&Mbrowse=8
  • PULING
    PULING 2011-04-30 03:27
    //-นรก สามมิติ
    1.นรกในใจ
    -ความหดหู่ ฟุ่งซ่าน กระวนกระวายใจ
    -ความร้อนรุ่ม ยึดติด ย้ำคิด ย้ำทำ ย้ำแค้น
    -ความไม่ได้ดั่งใจ(มีโลภ โกธร กลัว อิจฉาบ้าอำนาจ ฉลาดโกง เป็นลูกคู่)
    2.นรกในสังคม
    คนยากจน คนด้อยโอกาส คนที่ถูกเป็นแพะ
    คนที่เป็นทาส ทั้งเงินผ่อน ยาเสพติด สารเสพติด วัตถุเสพติด กิจกรรมเสพติด เจ็บป่วย
    อาศัยในที่ไม่มั่นคงในชีวิต ไม่มีอนาคต มีแต่อนางอ อิๆ
    3.นรก สิ่งแวดล้อม
    ตอนนี้เรากำลังสร้างขึ้นมา
    เพราะเอาจีดีพีเป็นพระเจ้าอิๆ
    ....................
    //-ส่วนนรกใต้ดิน สวรรค์อยู่บนฟ้า
    16ชั่นฟ้า 15ชั้นดินอิๆ ให้คนอื่นตอบมั่งอิๆ
    ...................
    //-วิธีออกจากนรก
    พัฒนาศักยภาพตน....จนพึ่งตนได้
    เอื้ออาทร ตน สังคม...สิ่งแวดล้อม ให้งดงามตามกันไปฯ ครับผม

    http://www.manager.co.th/Mwebboard/listComment.aspx?QNumber=327650&Mbrowse=8
  • puling222
    puling222 2014-07-16 11:30
    ไม่ได้เขามาอัพเดทนานเลย
  • puling222
    puling222 2014-07-20 06:04
    //-ปราชญ์ของโลก ในสายตา นักปราชญ์จีนโบราญ
    มีสามท่านที่ทัดเทียมกันคือ"ซำก่า"(สามมหาปราชญ์)
    พุทธเจ้า เล่าจื้อ ขงจื้อ
    //-เล่าจื้อ เขียนคัมภีร์ไว้สองภาค รวมกันเป็น
    ปรัชญาเต๋า
    ปกติจะถือเอา เหล่าจื้อ (เล่าจื้อ)เป็นหลัก
    ซึ่งท่านเขียนหนังสือให้นายทหารหน้าด่าน 2 เล่ม
    เล่มนึงคือ เต๋า 道 ซึ่งพูดถึงโลก หยิน-หยาง
    อีกเล่มคือ เต๋อ 德 ซึ่งพูดถึง คุณธรรม
    จึงเรียกรวมกันว่า เต๋าเต๋อจิง 道德經(จากพันทิป)
    เต๋า..................คือสภาวธรรมของธรรมชาติ
    เต้อ..................คือคุณธรรมของมนุษย์
    จิง....................คือความลึกซึ้ง
    ...................................
    ดังนั้นการอ่าน คัมภีร์เต๋า
    ก็ต้อง เข้าใจ
    1.รูปแบบ
    เป็นภาษากวี และอักษรจีนเป็นอักษรภาพ ตีความได้ไม่สิ้นสุด
    2.เนื้อหา
    จะกล่าวถึง สมดุลย์ การแปรเปลี่ยน ของธรรมชาติ
    และวางตน ของมนุษย์ในจุดที่ให้คุณ
    3.หัวใจ
    คัมภีร์เต๋า..มีคำว่า"จิง" คือลึกซึ้ง
    ดังนั้น สาระ ความหมาย เจตนา ภูมิปัญญา ประโยชน์โทษคุณ
    อยู่ที่ระดับภูมิจิต ภูมิธรรม ภูมิปัญญา วัยวุฒิ ประสบการณ์ชีวิต ของคนอ่าน
    ถ้าพลังงานคือ สิ่งที่ อมตะ แต่แปรเปลี่ยนได้หลากหลาย
    ชีวิตเรามี
    1.กายเนื้อ เป็นสรีระยนต์คอมพิวเตอร์ชีวะภาพ
    2.กายพลังงานไฟฟ้าสถิตย์
    3.กายที่เป็นคลื่นความคิด
    ทั้งสาม สามารถ เปลี่ยนแปลงพลิกผัน สุดมหัศจจรย์พันลึก
    และมนุษย์ก็มาติดกับดักความคิด ในกระแส แฟชั่น ค่านิยม อุปโหลก กันมา
    โดย ตายไปไม่รู้ว่า สิ่งดีๆ อยู่ใน กาย กว้างศอกยาวา มีสัญญาใจครองนี้เอง
    มัวแต่ตั้งความหวังไล่จับ สิ่งนอกกาย จนตายไปแบบผีงมงาย อิๆ
    .......................................
    "ย้ำอีกที"
    "ฟ้ามีสิ่งวิเศษ สามสิ่ง
    สุริยัน จันทรา ดารา
    มนุษย์มีสิ่งวิเศษ สามสิ่ง
    จิ้ง...............พลังสุขภาพกาย
    ชี่.................พลังสุขภาพพลังชีวิต
    เสิ้น.............พลังสุขภาพปรีชาญาณ รู้แจ้ง มีชีวาในชีวิต
    .......................................
    ทดสอบ ความรู้รอบตัว
    ข้างขึ้น ข้างแรม พระจันทร์แหว่งเว้าไปทิศไหน
    .....................................
    วันนี้แปลงร่างเป็น เฒ่าทารกบ้าพลังสักวัน อิๆ
    ..............................................................................................
    ขงจื้อ
    เป็นนักปราชญ์ร่วมสมัย พุทธเจ้า เล่าจื้อ ขงจื้อ
    ขงจื้อ เป็นนักมนุษย์ธรรม จริยะธรรมสูงส่ง
    "มนุษย์เป็นเดียรัจฉาน โดยกำเนิด จะเป็นมนุษย์ได้ ต้องเรียนรู้ฝึกฝนตนเอง"
    "มนุษย์แท้ เหมือนต้นไม้
    มีรากสี่ กิ่งห้า ที่แข็งแรง"
    รากสี่คือ ความรอบรู้
    1.ประวัติศาสตร์
    จะสอนเราว่า อะไรเป็นฝ่ายธรรมะ(ตงฉิน) ฝ่ายอธรรม(กังฉิน)
    2.กวี
    จะสอนเรา รวบยอดความคิด
    3.ดนตรี
    จะสอนเราถึงจังหวะ และการผสมผสาน กับสิ่งอื่น เป็นสุนทรีชีวิต
    4.ลายมือ
    จะบอกถึงกึ๋น สมาธิ ของเรา
    กิ่งห้า คือแตกฉาน
    1.ดาราศาสตร์และคำนวน
    2.ภูมิศาสตร์และชัยภูมิ
    3.การต่อสู้ พิชัยยุทธ์
    4.การแพทย์ อานามัยอายุวัฒนะ เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดี
    5.สร้าง หรือเสพศิลปะ
    ขงจื้อเกิดก่อนที่จิ๋นซีจะรวมจีนเป็นหนึ่ง
    แค้วนทั้งเจ็ด ไม่ค่อยให้การต้อนรับขงจื้อเท่าไหร่
    มาถึง ยุคราชวงค์ถัง บูเช็คเทียน
    ให้บรรจุ ตำรา"ชิวเทียน"(ความงดงามของฤดูใบไม้ผลิ )
    เป็นตำราสอบจอหงวน คู่กับความรู้พุทธศาสนา เต๋า
    หลักของขงจื้อ มีอธิพลต่อขนบธรรมเนียม ประวัติศาสตร์จีน นับพันปี
    ....................................................
    พระพุทธเจ้า
    เป็นหนึ่งใน มหาปราชญ์ ของจีนโบราญ
    เป็นปราชญ์ที่ส่งคำสอนมาจาก"บ้านป่าแดนเถื่อน"นอกแผ่นดินใหญ่
    คนจีนมารู้จัก พุทธเจ้าแพร่หลาย ในยุคปลายราชวงค์หมิง
    บ้านเมืองกำลังระสำระสาย ใกล้จะล่ม
    มีนักคิด เสนอทางออก ในรูปนวนิยาย
    1.แก้ปัญหาด้วยหลักพิชัยยุทธ
    ได้นิทานสามก๊ก ที่เอาประวัติศาสตร์จีนย้อนกลับไป เกือบพันปี
    ยุคที่จีน ได้แยกเป็นสาม และกลับรวมเป็นหนึ่ง
    และผู้ที่รวมได้ คือ สายสกุลของ สุมาอี้ แม่ทัพคนหนึ่งของฝ่ายโจโฉ
    คนเขียน เป็นศิษย์ สายขงจื้อ จึงเอาแยกตัวละครหลักเป็นสาม
    โจโฉ รับบท กังฉิน
    เล่าปี่ รับบท ตงฉิน
    ซุนกวง รับบท เจ้าสัวแดนตะวันออก
    และสรุปสั้นๆว่า"คนคำนวน ไม่เท่าฟ้าลิขิต"
    2.วีระบุรุษเขาเหลี่ยงซาน"ซ้องกั๋ง"
    จับความเอาประวัติศาสตร์ ปลายราชวงค์ซ้อง
    บ้านเมือง มีภัย เหล่าวีระบุรษ รวมตัวกัน"กู้ชาติ"
    จบลงด้วยโศรกนาฎกรรม สูญพันธุ์เกลี้ยง ฝากวลีเด็ดไว้
    "อย่างน้อย เราได้ทำสุดความสามารถ"
    3.นิทานไซอิ๋ว(เดินทางสู่ตะวันตก)
    เอาหลักการแสวงหา หลักการที่เหมาะสม มาใช้กับบ้านเมือง
    เดินทางสู่ภายในอัตตาตนเอง เปลี่ยนแปลงตนเอง จากภายใน
    ยกระดับภูมิจิต ภูมิธรรม ภูมิปัญญา..จากมนุษย์ เป็นอริยะ พุทธะ
    เรี่มจาก เอาสิ่งดีๆในตนคือ "อินทรีย์ห้า" มาพัฒนา
    ยกย่องคุณธรรม อินทรีย์ห้า เปลี่ยนเป็นพละห้า และเข้าสู่มรรควิถี
    โดยแทนค่า เป็น บุคลิกภาพบุคคล
    -ศรัทธา.....เป็นพระถัง
    -ปัญญา......เป็นหงอคง
    -สติ............เป็นตือบ้วยก่าย
    -วิริยะ.........เป็นม้าขาว
    -สมาธิ........เป็นซัวเจ๋ง
    มหาเมตตา เป็นพระโพธิสัตว์กวนอิม
    การเดินทางพบปีศาจ อุปสรรค์แดนต่างๆ คือขั้นตอนเปลี่ยน"กิเลส เป็นโพธิ"
    จากมนุษย์ เป็นโสดาบัน สกิทาคามี อนาคามี พระอรหันต์ เมื่อ ข้ามแม่น้ำดั้นเมฆ
    ด้ยเรือท้องกลวง(สุญญตาวิหารธรรม)
    4.บุปผาในกุณฑีทอง (จีน: 金瓶梅; พินอิน: Jīn Píng Méi จินผิงเหมย์; อังกฤษ: The Plum in the Golden Vase) เป็นวรรณกรรมจีนที่ประพันธ์ขึ้นในสมัยราชวงศ์หมิง อ้างตามฉบับพิมพ์สมัยราชวงศ์หมิงในรัชสมัยของจักรพรรดิเสินจง ศักราชว่านลี่ ปีติงซื่อ (ปีที่ 45 ของรัชกาล) ผู้แต่งนิยายเรื่องนี้ใช้นามปากกาว่า "บัณฑิตแห่งสุสานกล้วยไม้ผู้ยิ้มเยาะ" (兰陵笑笑生 Lán Líng Xiào Xiào Shēng ?; The Scoffing Scholar of Lanling) เดิมนับเป็นหนึ่งในสี่สุดยอดวรรณกรรมจีนร่วมกับนวนิยายอีกสามเรื่อง คือ สามก๊ก ซ้องกั๋ง และไซอิ๋ว เรียกรวมกันว่า "สี่วรรณกรรมอันยิ่งใหญ่" (四大奇書,四大奇书) แต่ต่อมาเรื่อง จินผิงเหมย์ ถูกต่อต้าน เพราะพรรณนาบทสังวาสจำนวนมากจนถูกเรียกว่าเป็นหนังสือโลกีย์[1] จึงมีการจัดให้ ความฝันในหอแดง นิยายอีกเรื่องหนึ่ง ขึ้นมาเป็นหนึ่งในสี่สุดยอดวรรณกรรมจีนแทน
    (วิกีพีเดีย) เป็นการมองเห็นสุขที่ต้องเสพ แบบโลกียะสุขนิยม
    ..............................................
    //-ดังนั้น ชีวิตที่ถูกภัยคุกคามแล้ว จะใช้หลักคิดอะไรแก้ปัญหาชีวิต ให้มีชีวา
    -แบบใช้หลัก ยุทธศาสตร์ยุทธวิธี ที่เหมาะกับยุทธภูมิ
    -แบบวีระบุรษ ตัวตายแต่ชื่อไม่ตาย (แต่อาจยุยงให้คนไปตายแทน)
    -แบบธรรมะธัมโม
    -แบบสวาขาโต เสพสุขเสพเสียวดีกว่า
    .................................................
    ปูพื้นเสียยาว เอาเป็นว่า พุทธเจ้าที่คนจีนรู้จัก
    มาจากหลัก"เทวะนิยม ที่ท่านอสังคะ สังเคราะห์ขึ้น
    (ต้องแหวกด่าน เทพนิยาย ออกจาก ความจริงก่อนนะครับ)
    3.พุทธศาสนามหายานแบบ “อสังคะ” (แบบเทวะนิยม)

    “อสังคะ” เกิดภายหลัง “อัศวโฆษ” ประมานห้าร้อยปี
    มีความรู้ทางพุทธศาสนาตามคำสอนของอัศวโฆษ
    - ที่ไม่มีหลักของอริยสัจ
    -ไม่มีหลักอนัตตา
    มีแต่นิทาน อสังคะมองเห็นว่าพราหมณ์ในอินเดียมีอิทธิพลอยู่มาก
    พุทธศาสนานิกายใดที่
    -ไม่มีเรื่องเวียนว้ายตายเกิดตามผลกรรมนำเกิดที่เป็นคำสอนของพราหมณ์
    จะถูกพราหมณ์ฆ่าฟันทำลายล้าง อสังคะจึงตั้งนิกาย
    “วิญญาณวาท” หรือ “โยคาจาร” ขึ้นมา
    โดยรับเอาคำสอนของพราหมณ์มาทั้งหมดแล้วตั้งชื่อเป็นพุทธ
    จึงมีผู้เรียกว่า” ศาสนาพราหมณ์ในชื่อพุทธ”
    เป็นพุทธศาสนามหายานเต็มรูปกลายเป็นเทวะนิยม
    โดยตั้งพระพุทธเจ้าขึ้นห้าพระองค์เข้านิพพานถาวรอยู่บนสวรรค์
    แบบพระเจ้าของพราหมณ์ที่มีพระเจ้าสามพระองค์
    แต่นิทานของอสังคะตั้งพระพุทธเจ้าห้าพระองค์เรียกว่า
    - อาทิพุทธ (ธยานิพุทธ)มีอำนาจสร้างโลก,บริบาลโลกและล้างโลก
    ได้เช่นเดียวกับพระเจ้าของพราหมณ์
    แต่พระเจ้าห้าพระองค์นี้เป็นพระเจ้าที่พิเศษ
    สามารถใช้อิทธิฤทธิ์(ธรรมกาย)
    เนรมิตลูกน้องคือ มานุษพุทธะ (เรียกว่านิรมานกาย)
    เดินดินสอนมหาชน พระพุทธเจ้าห้าพระองค์ประจำยุคต่างๆของโลก
    พอแก่ตายลงก็เข้านิพพานหายไป
    พระพุทธเจ้าถาวรที่อยู่บนสวรรค์เนรมิตพระโพธิสัตว์ขึ้นห้าพระองค์(เรียกว่า สัมโภคกาย)
    ทำหน้าที่ปกป้องมหาชนชาวพุทธให้อยู่รอดปลอดภัย
    เมื่อใครตายก็นำไปขึ้นสวรรค์ที่เรียกว่า “พุทธเกษตรสี่ทิศ”
    วิญญาณที่อยู่ในสวรรค์ที่เรียกว่า พุทธเกษตรนี้พระโพธิสัตว์จะช่วยขนส่งไปนิพพานที่อยู่นอกโลก
    ได้หมดทุกคน คำสอนนี้ได้รับความนิยมจากมหาชนมากจึงตั้งชื่อว่าเป็น
    ”โพธิสัตว์ยาน”
    หรือ “มหายาน”
    และติเตียนคำสอนของนิกายสรวาสติวาทินของอัศวโฆษ
    ที่สอนให้ไปนิพพานเอาเองตัวใครตัวมันว่าเป็น “หีนยาน”
    พุทธศาสนามหายานเต็มรูปแบบ”อสังคะ”
    นี้ไม่มีเรื่องจริงในประวัติศาสตร์
    ไม่รู้ว่าเจ้าชายสิทธัตถะตรัสรู้อะไร
    ไม่มีการประพฤติพรหมจรรย์เพื่อบรรลุมรรคผลนิพพาน
    เพราะพระโพธิสัตว์จะช่วยขนส่งไปนิพพานได้ทุกคน
    ไม่มีบอกว่าพระพุทธเจ้าคือใครสอนอะไรบ้าง
    พียงแต่อสังคะแต่งนิทานขึ้นสอนว่าพระพุทธเจ้าห้าพระองค์ชื่ออะไร
    ,พระโพธิสัตว์และมานุษพุทธะประจำยุคชื่อว่าอะไร
    โดยตั้งให้พระพุทธเจ้าตัวจริงในประวัติศาสตร์ของเราที่เขาเรียกว่า
    ”สมณโคดม” (ศากยมุนี)ไปอยู่ในยุคที่สี่
    ตารางรายชื่อของอาทิพุทธะ ,พระโพธิสัตว์,มานุษพุทธะ ที่อสังคะตั้งไว้แต่เดิม
    (ต่อมาภายหลังมีผู้ตั้งพระโพธิสัตว์ขึ้นอีกตามความนิยมของแต่ละท้องถิ่น)
    ยุค อาทิพุทธะนิพพานถาวรอยู่บนสวรรค์ พระโพธิสัตว์ที่ไม่รู้จักตาย มานุษพุทธะตายแล้วนิพพาน
    กฤดายุค ไวโรจน์พุทธะ(จีวรสีขาว) พระสมันตภัทรโพธิสัตว์ ทีปังกร(กุกุกสันโท)
    ทวาบรยุค อักโษภยพุทธะ(จีวรสีน้ำเงิน) วัชรปาณีโพธิสัตว์ กนกมณี(โกนาคม)
    ไตรดายุค รัตนสัมภวะพุทธะ(จีวรสีเหลือง) รัตนปาณีโพธิสัตว์ กาศยป(กัสสป)
    กลียุค อมิตาภะพุทธะ(จีวรสีแดง) อวโลกิเตศวรโพธิสัตว์ โคตมะ(ศากยมุนี)
    อนาคต อโมฆะสิทธิพุทธะ(จีวรสีเขียวใบไม้) วิศวปราณีโพธิสัตว์ ศรีอาริยะเมตไตรย
    http://www.navagaprom.com/oldsite/show1.php?id=1117
    ............................................
    และหลัก พระโพธิสัตว์ มาโปรดมนุษย์ มีสามหลัก
    1.มหาปัญญา
    2.มหาเมตตา
    3.มหาอุปายะ(คือใช้อุบาย เพื่อกุโศโลบาย ได้ทุกรูปแบบ)
    ดังนั้น เพื่อสร้างศรัทธา จึงมี ประเพณี พิธีกรรม มหัศจรรย์พันลึกทุกรูปแบบ
    และ พระเถรวาท ก็ แอบเอามาใช้ เพื่อชวนคนมาสร้างอนุสาวรีย์ส่วนตัว
    ในนาม"สืบพระพูทธศาสนา"อิสานมีหลวงปู่ ล้านนามีครูบาเกลื่อนไปหมด
    อยากจะฝากพวกเราไว้ ที่ได้เรียบเรียง ลิงค์มาให้อ่าน
    ช่วยกันก๊อปไว้ เพราะแยกไข่ไว้หลายตระกร้า ดีกว่า
    เสียดาย หลายอย่าง ไปอยู่ใน"เวบที่ปิดไปแล้ว"
    สาธุ