เข้าระบบ

ชื่อผู้ใช้

รหัสผ่าน

  ล ง ท ะ เ บี ย น  

PULING

PULING的บล๊อก

PULING的主頁 | ดูทั้งหมด

ความรู้คือ?

คำค้น:ปรัชญา  ปู่ลิง  2011-04-27 07:25
ความรู้คือ? ปู่ลิง

ความรู้คือ

จากปรัชญาตะวันตก

1.ความรู้คือ ความคิดเห็น

โปรตากอรัส (Protagoras)

2.ความรู้คือ ประสบการณ์ ที่นำไปสู่สัจจะธรรม

โสคราตีส (Socrates)

3.ความรู้คือ ความคิด

เรอเน เดส์การ์ตส์ (Rene Descartes)

4.ความรู้คือการเรียนรู้

จอห์น ล็อค (John Locke)

5.ความรู้คือสมดุล ของความจริง กับสิ่งที่มีอยู่จริง

จอร์จ ซานตายานา (George Santayana)

6.ความรู้คือ โปรแกรม ที่เอาไปใช้ได้จริง

........................................................................

http://www.baanjomyut.com/10000sword/poem/07.html

//-สรุป ความรู้ ที่มาจากปรัชญาตะวันตก พัฒนาจาก

ความเชื่อ สู่โลกเหตุผล โลกประจักษ์นิยม สู่วัตถุนิยม

......................................................................

//-ความรู้ ที่มาจากปรัชญา อินเดีย

1.ความรู้ คือศรัทธา

2.ความรู้คือความทรงจำ

3.ความรู้มาจาก ความไม่รู้ สู่ความรู้แจ้ง

ความรู้เรื่องโลก ศาสตร์ ศิลป์ อาชีพ ทักษะ อยู่รอด อยู่ร่วม (วิชา)

ความรู้เรื่อง การตื่นของสัมมาสติ โพธิปัญญา มาดูแล ปรุงแต่ง สุขสมดุลของจิต และมโนธรรม(วิชชา)

4.ความรู้คือ การตกผลึกความคิด

5.ความรู้ คือลำดับการเปลี่ยนแปลงของเหตุ และผล

7.ความรู้เกิดจากการเปรียบเทียบ

8.ความรู้ คือพรสวรรค์ และพรแสวง

http://e-book.ram.edu/e-book/inside/html/dlbook.asp?code=PY234

...........................................................

//-ความรู้ จากปรัชญาจีน

โดยเอา ความคิดเห็นเกี่ยวกับ มนุษย์เป็นตัวตั้ง

1.แนวประจักษ์นิยม

มีขงจื้อ เป็น หัวเรือ

มนุษย์คือ สัตว์ จะเป็นมนุษย์อยู่ที่ ต้องฝึกฝน เรียนรู้ ขัดเกลาตนเอง

2.แนว อุดมคตินิยม

มีเล่าจื้อ เป็นต้นเรือ

มนุษย์บริสุทธิ์ โดยธรรมชาติ วัฒนธรรมทำให้มนุษย์หลงทาง

3.แนว อำนาจนิยม

มีเม่งจื้อ เป็นหัวเรือ

มนุษย์ ไม่เท่าเทียม การเปิดโอกาสให้ คนที่มีความรู้ มีคุณธรรม ปกครอง จึงเกิดประโยช์สุข

4.สารพัดจื้อ อิๆ

เป็นแนวคิด สุขนิยม ประจักษ์นิยม หลากหลาย

แต่ที่มีอธิพลต่อความคิด จีน จนมาถึงจีนใหม่(หลังสงครามโลกครั้งที่สอง) มีสามท่าน

ที่มุ่ง การเรียนรู้ ยกระดับตนเอง

การฟังเสียงจากธรรมชาติ

การยอมรับ การปกครองจาก คนมีศักยภาพ และเป็นคนดี

เป็นฐานคิด ของคนจีน และเอเชียด้วย

..............................................

แนวคิดเรื่องความรู้จากตะวันตก

ที่พัฒนาจาก ความเชื่อ ความชอบ สู่โลกเหตุผล สู่โลกประจักษ์นิยม สู่โลกวัตถุนิยม

แนวคิดจากอินเดีย

หลากหลายทั้งโลกของศรัทธา และการฝึกฝน ขัดเกลาเปลี่ยนแปลง ตนเอง จึงเป็นความรู้แจ้งแท้ๆ

แนวคิดจากจีนในอดีต

ที่รวมทั้ง การแสวงหาความรู้ อดทนฝึกฝนตน ฟังเสียงธรรมชาติ

ยอมรับความแตกต่างระหว่างบุคคล

และสนับสนุนเพื่อได้ ผู้ปกครองที่ดี

.................................................

//-เอาใครมีความคิดเห็นอย่างไร มาเล่าสู่กันฟัง บาย อิๆ


ความรู้รู้สูงสุดคือ รู้อยู่รอด อยู่ร่วม ประกอบแล้วดี มีสติปัญญาสร้างชีวาในชีว

แชร์ 4345 ดู | 6 ความเห็น

Footprints

ความเห็น

  • PULING
    PULING 2011-04-27 10:36
    //-สำหรับ ความรู้ ในทัศนะปู่ลิง
    นอกจากหล่อหลอมจาก แนวคิดสามแหล่ง
    -ตะวันตก
    -ภารตะ
    -จีน
    มาตกผลึกแล้ว ยังมีความรู้ ที่"รู้โดยไม่ต้องคิด"(สหัชญาณ)
    หรือความรู้ที่ประกอบจาก
    -สัญชาติญาณ
    -แรงขับชีวิต
    -ประสพการณ์ด้านวัฒนธรรม
    -การเรียนรู้ พัฒนาตามวัย
    -การตกผลึกความรู้ จนได้"สติปัญญาฉลาดเลือก"(wisdom)
    ซึ่งรวม ความรู้( knowledge )วิสัยทัศน์(vision)ประสพการณ์ที่ตกผลึกแล้ว รวมกัน
    จนเกิดเป็นการ"ฉุกใจคิด" ทำให้ เกิดการเปลี่ยนแปลงทาง
    -กายภาพ
    -บุคลิกภาพ
    -จิต(เจตนา)
    -วิญญาณ(ความรู้แจ้ง)
    ........................................................
    //-มองอีกมุมหนึ่ง เราคือ"ผู้รู้"
    ที่"เกิดมาเพื่อเรียนรู้"
    จาก"องค์ความรู้ของธรรมชาติ"
    จน"บรรลุ ความเป็นผู้รู้ี่แท้จริง"
    รู้จนเป็นอิสระจาก อุปทาน ชีวิต แบบคนดี อิๆ
    ...................................................
    //-ดังนั้น หน้าที่ที่แท้จริงของเราคือ
    "เรียนรู้ที่จะพัฒนา ความสามารถปรับตัว"
    "ปรับตัวเพื่อ อยู่รอด อยู่ร่วม"
    "อยู่ อย่างมีสติปัญญารัก รักษ์ ชีวาในชีวิต"
    " และเป็นสุขจากการ สร้างทักษะดีๆต่อไป"
    ........................................
    //-หรือ"ความรู้คือความรัก ความรักษ์"
    "รัก รักษ์ที่จะรู้"
    เอ้ อย่างไง อิๆ
  • PULING
    PULING 2011-04-30 03:23
    มารบูรพา
    ความคิดเห็นที่19


    "  จะดีและสบายกายและใจไม่น้อย  
    เมื่อมีกาน้ำร้อนไฟฟ้าต้มน้ำชงชา
    พร้อมๆกับจิตวิญญาณอันละมุนละไมในรสชา
    โดยไม่ใส่ใจว่าใบชามีวิตามินอะไรบ้าง "
         ก็น่าจะดีกว่าต้องไปปั้นหม้อ
    และก่อไฟต้มน้ำและวิจัยใบชาไม่ใช่หรือ  
    ( คนตะวันออกและตะวันตก ยิ้มพร้อมๆกัน)
    อิๆ
    นับถือๆๆๆ
    .................................
    นั่นซิ ลิงกำลังสร้างซิกแพค
    ไว้อวดน้องแหม่ม จากแดนตะวันตกอยู่อิๆ บาย

    "เติบโตแบบคู่ขนาน"อิๆ

    http://www.manager.co.th/Mwebboard/listComment.aspx?QNumber=327603&Mbrowse=8
  • PULING
    PULING 2011-05-04 03:39
    //-ความรัก ในความรู้
    หรือความรู้ทำให้เกิดความรัก
    รัก จนเราต้องรักษ์ ในสิ่งที่เรารัก
    ท่านwalanta น่าจะหมายถึง"ปรัชญา"
    คำว่า ปรัชญา มีที่มามาจากภาษาสันสกฤต
    หมายถึงความรู้อันประเสริฐ
    โดยมีรากศัพท์มาจากคำว่า ปฺร ที่แปลว่าประเสริฐ
    กับ คำว่า ชฺญา ที่แปลว่ารู้
    ซึ่งเป็นศัพท์บัญญัติของพระเจ้าวรวงศ์เธอ กรมหมื่นนราธิปพงศ์ประพันธ์ ของคำว่า philosophy ในภาษาอังกฤษ
    ซึ่งมีรากศัพท์มาจากคำว่า Φιλοσοφία ฟีโลโซเฟีย
    ในภาษากรีกโบราณ ซึ่งแยกได้เป็นคำว่า φιλεῖν ฟีเลน แปลว่าความรัก
    และ σοφία โซเฟีย แปลว่าความรู้
    เมื่อรวมกันจึงมีความหมายว่า "การรักในความรู้" หรือ ปรารถนาจะเข้าถึงความรู้หรือปัญญา
    (วิกิพีเดีย)
    ...............................
    //-ความรักจริงๆ มีหลายเงื่อนไข
    -เขารักเรา
    -เรารักเขา
    -เรารักกัน
    -รักด้วยเมตตา
    -รักที่เป็นสากลจักรวาล
    -รัก เพราะอยากจะรักษ์ อิๆ
    ซึ่งจะกว้างกว่า แนวอีโรติก อย่างเดียวอิๆ บาย
  • PULING
    PULING 2011-05-06 21:30
    //-ญาณวิทยา คือ?
    ปัจจุบันคือ "วิชาการสาขาต่างๆ"
    ฌาน คือ?
    ผลรวมของ สติ วิริยะ สมาธิ
    จนเป็นพลังแห่งความเบิกบาน หนักแน่นในมโนธรรมอันดี
    //-ทั้งญาณ และฌาน จำเป็นแก่ชีวิตที่มีชีวา
    ดุจเรามีร่างกาย สองซีก
    //-ญาณวิทยา ที่พระพุทธเจ้า เอามาบอกคือ
    "วิปัสสนาญาณ"
    เพื่อ ฝึกชีวิต ให้เป็นอิสระจาก ความหลง
    มายาคติ อคติ ที่ทำให้เรา
    "ยึดตนเอง เป็นศูนย์กลางทุกอย่าง"(อัตตานิยม)
    โดยไม่สำเนียก ว่า ตัวตนที่ว่าเรา นั้นในจักรวาลนี้ อิๆ
    เป็นแค่เศษสังขาร(ขบวนการปรุงแต่ง)ชิ้นหนึ่ง
    ในหลายโปรแกรมสำเร็จรูป
    1.เป็น การทำงานของ เครื่องจักรกลที่มีชีวิต(ชีวะยนต์)
    2.เป็นการทำงาน เพื่อ เกิดความรู้ ต่อเนื่อง
    แบบการทำงานของ คอมพ์ฯ(ขันธุ์ห้า)
    3.อยู่ใต้ กฎกติกามารยาท ของธรรมชาติ(ธรรมธิติ)
    4.พระองค์ค้นพบกฎธรรมชาติ
    แล้วเอามา ปรุงแต่งชีวิต ที่มีชีวา
    โดยอิสระ จาก อำนาจกระแสนิยมภายนอก
    โดยอิสระ จาก ความทรงจำ
    โดยอิสระจาก วิธีคิดแบบปุถุชน
    โดยอิสระจาก แรงขับชีวิต
    โดย ชงตัวตนใหม่ ที่ให้คุณมาก โทษน้อย
    และทำหน้าที่ ที่ควรทำ ตามจุดยืน ของแต่ละคนในสังคม
    ............................
    //-พระพุทธเจ้า ไม่ได้ปฏิเสธญาณวิทยา
    และส่งเสรีมให้เรียนรู้อย่างกว้างขวางลึกซึ้ง
    (พาหุสัจจะ ศีลป์ปัญจะ วินัย วาจาสุษาษิตตา)
    เพราะพระองค์ มีแหล่งความรู้ หลายแหล่ง
    1.จากชาติตระกูลของพระองค์เอง
    มารยาทแบบ"ไทย" ได้มาจากศีลของพระ
    2.จากวัฒนธรรมภารตะ
    3.จากวัฒนธรรมนอกแดน
    จากสำนักตักศิลา
    4.จากผู้แสวงหาสัจจะธรรม(ฤๅษี)
    แล้วมาตกผลึก พบวิธี
    ล้างขยะ ปรุงแต่งจิต
    และสร้างตัวตนใหม่ ในนาม"พุทธะ"
    -เราตรัสรู้ด้วยตัวเราเอง(วิชชานี้ ไม่มีใครสอนพระองค์)
    -เราทำอาสวะให้สิ้นแล้ว(ล้างขยะปรุงแต่งชีวิตแล้ว)
    -ผู้ปฏิบัติตามเรา รับผลนี้มีอยู่
    -ธรรมะ ที่เราค้นพบ เราจำแนกแจกแจงไว้ดีแล้ว
    .............................
    และยังใจกว้าง บอกว่า ญาณวิทยา แนวปรัชญา
    ในยุคนั้น มีสอนกันถึง 65 สาขา(ลัทธินอกพุทธ)
    ซึ่งพระองค์ตรัสว่า
    "ไม่อาจ ดับทุกข์ทั้งปวงได่้"
    ไม่ได้บอกว่า"ใช่ไม่ได้"
    ดังนั้น การเข้าถึงพุทธธรรม
    แบบที่ต้องฝ่า มายาคติ อคติ
    ที่ตนเองฝังลึกในเซลล์สมอง ที่ว่า
    พระ นายทุน ขุนศึก ศักดินา
    คือ"ส่วนเกินของสังคมอุดมคติ" แบบ"คอมฯตกยุค"
    คงจะยากพอๆ กึ้งกือ มีเท้าไม่ถ้วนไต่ขอบบ่อลื่นๆ อิๆ
  • PULING
    PULING 2011-05-06 21:31
    ลุงลิง และ ลุงดาว
    -ความรู้แบบความคิดความเข้าใจ กับแบบญาณวิทยาต่างกันขนาดใหน
    -หรือ ขอบเขตของการรับทราบ มันกว้างขนาดใหนครับ
    ลุงลิง และ ลุงดาว
    ..............................
    แนวคิดนี้เราเอามาจากปรัชญาตะวันตก
    ตะวันออกก็มี เอาไว้เล่าคราหน้า
    //-เรี่มต้น จาก ทฤษฎีของความรู้(ญาณวิทยา)
    เช่น"ความรู้คือ"
    ไปสู่ความรู้ในทุกสาขาวิชาการ ที่เราชอบเราเชื่อ
    แล้วแปลงร่าง เป็น วิชาการสาขาต่างๆ ที่โลกรู้จัก
    และอาจค้นพบต่อไปในอนาคต
    -ดังนั้น"ความคิด" และ"ความเข้าใจ"
    ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของ ปรีชาญาณของปัญญา
    กับ ความรู้ที่เกิดขึ้น"ทุกครั้งที่เราผัสสะ โลก ธรรม(กระแสความคิด)
    กว้างขนาดไหน? อิๆ ไม่รู้อิๆ
    //-ช่วง เป็นสัมภเวสี เดินนับก้าวตนเองในแดนภารตะ
    มีโกอาน(ปริศนาธรรม) ที่ฤๅษีรุ่นพี่ให้ไว้
    1.จักรวาล ไม่มีที่สิ่นสุด?
    2.ความรู้จักรวาล ไม่มีที่สิ้นสุด?
    3.จักรวาล สร้างด้วยของคู่ที่ตรงข้ามกัน?
    4.ลิขิตชีวิตเรา ส่วนหนึ่งเราเขียนบท ให้ตนเองเล่นได้?
    5.จิตที่ฝึกดีแล้ว จนพ้นมายาคติ อคติ ขยะปรุงแต่งจิต
    จึง พบคำตอบทุกเรื่องของ "ความลับจักรวาล"?
    อิๆ
    ..........................
    //-นั่น ใครว่างจากทำมาหากิน
    ก็คิดๆๆ แล้วมาเถียงกัน จนหมดลมไปข้าง ไม่ว่ากันอิๆ
    ขนาดสมองอาจเพิ่มขึ้นอีกจีดอิๆ บาย
    .....................

    สัจจะธรรมมีเพียงหนึ่ง
    ความคิดเห็นที่41
    ปล. "สัจจะธรรม" ดีกว่า "สัตว์จะทำ" แน่นอน ฟันตุง อิๆ บาย


    โดย : ญาณวิทยา จากตะวันตก ปู่ลิง
  • PULING
    PULING 2011-05-06 21:32
    //-ในขณะที่ปรัชญา ตะวันตก แสวงหา"ความรู้คืออะไร?"
    อินเดีย โบราญก็แสวงหา" หลักรู้ หลักคิด"
    ของ การมีอยู่ของ" ความจริง ความดี ความงาม ความสุข"
    และพ้นสรรพทุกข์ได้อย่างไร?
    เพื่อนำไป เป็นแสงสติปัญญาส่องทาง ในการดำเนินชีวิต จริงๆ
    -ในขณะที่ ปรัชญาตะวันตก
    หวังผล ชนะคะคาน เอามันส์ เถียงกัน โต้แย้งกันไว้ก่อน
    ความรู้ที่แท้จริง จึงเกิดขึ้น
    คือใช้วิธี"ล่าเหตุผล" ปนวาทะกรรม อิๆ
    ในนาม"วิภาษวิธี"
    ตัวผู้ ชอบในปรัชญา(หลักรู้)นั้นๆ อาจไม่เคยเอาไปใช้เลยก็ได้อิๆ
    ในขณะที่ ของอินเดีย จะชอบเพราะเชื่อ และเอาไปประกอบ กิจวัตรประจำวัน อิๆ
    ..........................................
    //-มีการแบ่ง อย่าง่ายว่า
    1.ความรู้มาจากพระเวท
    ซึ่งเป็นของชาว อินโดยุโรเปียน แท้ๆ ที่มาตั้งหลักปักฐาน
    ในลุ่มแม่น้ำสินธุ และคงคา
    มาในแนว"จิตนิยม"
    "เดิมสรรพสิ่งล้วน................หนึ่งเดียว(มหาปรมันต์หรือ อาตมัน)
    เคยเกาะเกี่ยว กลมเกลี่ยว......ผูกมั่น
    มาแตกแยก เป็นล้านแสน......อนันต์
    เป็นรูป นามขันธุ์ ต่างๆ.........อนิจจังฯ"
    (แนวคิดบิกแบง ฝรั่งน่าจะ จินตนาการจากนี่ ผสมกับ ข้อมูลที่ได้จากการคำนวน สังเกตุการณ์)
    ดังนั้น ชีวิตหนึ่งคือ"ชีวะมัน"คือเมล็ดแห่งชีวิต ที่แยกตัวออกมา
    ที่เร่ร่อน ตามภพภูมิ
    เป็นสังสาระ เวียนว่ายตายเกิด
    จนกว่าจะ"ตื่น" และหาทางกลับบ้าน คือ มารวมกับ อาตมัน
    ดังนั้น
    "กาย และจิต เป็นคนละสิ่ง
    กายตาย จิตยังอยู่
    จิตต้องหาทางกลับบ้าน
    จึงจะพ้นทุกข์ทั้งปวงได้"
    2.ความรู้มาจากความคิด
    เป็นพวกหัวก้าวหน้า ปฏิเสธพระเวท
    เพราะ อ้าง"คำสั่ง จากผู้มีฤทธิ์บันดาล"
    ซึ่งก็มีหลายสำนัก ในแนว
    ตรรกะ
    อนุมาน
    ประมาณว่า
    ประจักษ์นิยม
    วัตถุนิยม
    สุขนิยม
    และมาลงตัวเป็น สาม แนวคิดใหญ่
    2.1-แบบสุขนิยม วัตถุนิยม
    "กาย และจิต เป็นสิ่งเดียวกัน
    กายตาย จิตตายไปด้วย
    ฉนั้น จงกิน ดื่ม เสพสุข เสพเสียว เสพเสี่ยง ให้เต็มที่
    เพราะพรุ่งนี้ อาจหามีเราไม่" อิๆ
    2.2-แบบ บริสุทธินิยม
    (เชน) เป็นจิตนิยม ไม่อาศัย ความช่วยเหลือพระเจ้า
    (ตอนหลังถูกกลืน กลายเป็น ภาคหนึ่งของพระเจ้า แบบ นารายณ์ อวตารเป็นพุทธะ)
    คือ โลกนี้ มีเครื่องร้อยรัด จิตไม่ให้ เป็นอิสระ
    ดังนั้น ต้อง ทำความบริสุทธิ กาย วาจา ใจ ถึงที่สุด
    ในที่สุด ก็ปฏิเสธ การนุ่งห่ม หรือ อดอาหาร จนตาย อิๆ
    2.3-แบบสติปัญญา เคารพกฎธรรมชาติ ประจักษ์ นิยม
    คือแนวทางของพุทธะเจ้า
    "เรา ขอประกาศว่า ชีวิต ที่ประกอบด้วย
    กาย กว้างศอก ยาววา มีสัญญาใจครอง คือสังขารโลก(โลกที่เกิดจากขบวนการปรุงแต่ง)
    ดังนั้น ก็ต้องปลุก สัมมาสติ โพธิปัญญาให้ตื่น
    มารู้จักการทำงาน ของ ชีวะยนต์(แบบวัตถุนิยม)
    วิธีปรุงแบบ คอมพฯมีชีวิต(ขันธุ์ห้า)(แบบประจักษ์นิยม)
    และชงชีวิต แบบ มีวิชชา(แสงส่องใจ เห็นขบวนการทำงาน ของการสร้างบุคลิกภาพ)(แบบทักษะนิยม)
    ที่มาครอง กายหยาบ เป็นช่วงๆ ยามเราผัสสะโลก ธรรม(ความคิด)
    และ เอาฝึก เอาสัญชาติญาณชีวิต ไปทำหน้าที่ดีๆ(มนุษย์นิยม)
    แก่ตน(สังขารโลก)
    แก่สังคม(สัตว์โลก)
    แก่ระบบชีวาลัย(โอกาสโลก)
    ...........................
    //-แต่ แนวคิดของพระพุทธเจ้า
    แม้นจะ มาจาก เหตุและผล จากการสังเกตุธรรมชาติ
    และทักษะ ในการฝึก พลิกจิต
    แต่ก็ หาคนเข้าใจได้ยาก
    ดังนั้น พุทธศาสนา ที่รอดมาได้เพราะ
    "คนตาบอดจูงคนตาดี"
    คือ มาจาก
    1.ศรัทธา ที่จะสืบพระศาสนา
    2.ความหวัง ให้สังคม มีความเป็นธรรม(ธรรมบาล)
    3.ผสมแนวคิด จิตนิยม(สัสสตทิฐิ)
    4.ทำนิพพานให้แจ้ง
    ด้วยการฝึกฝนตามวิธี นิปปปัญจธรรม(ธรรมที่ทำให้บรรลุธรรม อย่างไม่เนิ่นช้า)
    หรือ โพธิปักขิยะธรรม)
    ..............................................
    ดังนั้นพุทธศาสนา จึงเอา สติปัญญาที่ตื่นแล้ว มาปกครองชีวิตให้มีชีวา
    มีคำสอน ของ จิตนิยม วัตถุนิยม ประจักษ์นิยม มนุษย์นิยม
    ที่เอา ความจริง ความดี ความงาม ความสุข ที่ไม่ต้องอาศัยกุญแจไขความสุข
    มาตกผลึก ความคิด แล้ว ลิขิต ชีวิตตนเองแบบเกรงใจดินฟ้า(ไม่ท้าทายกฎธรรมชาติ)อิๆ
    ................................................
    //-เอาเป็นว่า ญาณวิทยาจากอินเดีย
    ได้แปรเป็นปรัชญา ศาสนา(มีองค์ประกอบทั้ง บุคคล พิธีกรรม ศิลป์วัตถุ)
    แต่ก็มีหลัก รู้ หลักคิดเพื่อ
    "จะพ้นทุกข์ทั้งปวงได้อย่างไร?"
    -จะโดยทำตนเป็นเด็กดี ของพระเจ้า
    -จะโดย เอาตัวตูเสพสุขสบายจาก ผัสสะ วัตถุปัจจัยดำรงชีพ
    -หรือ จะ ปฏิบัติตัว ปลุกสัมมาสติโพธิปัญญาให้ตื่น มาควบคุมดุแลจิตปรุงแต่ง
    ด้วยการ
    ...รู้ว่าฉลาดทางชั่ว ก้ชะ
    ...รู้ว่าฉลาดทางดี ก็ ทำยิ่งๆจนกลายเป็นพลังจิต พลังชีวิตชีวา
    ...รู้วิธี ล้างขยะ จาก กาย จิต วิญญาณ(ความรู้)
    ...รู้วิธี เข้าไปบวช จิตในสำนึก ใต้สำนึก ให้ตนเป้น"พระแท้"
    สรุปคือ ชงชีวิตชีวาแบบคนดีๆ แล้วสุข โดยไม่ต้องอาศัย กุญแจความสุข แบบวัฒนธรรมนิยม อิๆ
    .....................................
    //-เอาย่อสุดๆ มาให้แล้วนะอิๆ
    อย่าเชื่อ ไปค้นคว้า คิด ตรึก พิสูจน์ ด้วยตนเองอิๆ บาย
    ได้เวลา ไป ปั่นจักรยาน เพื่อสร้างร่างกายใหม่ อิๆ
    บาย


    โดย : ญาณวิทยา จากแดนภารตะ ปู่ลิง [ 2011-05-06 16:50:27 ]
    (แก้ไข)  

    โดย : ญาณวิทยา จากแดนภารตะ ปู่ลิง