เข้าระบบ

ชื่อผู้ใช้

รหัสผ่าน

  ล ง ท ะ เ บี ย น  

PULING

PULING的บล๊อก

PULING的主頁 | ดูทั้งหมด

62 พุทธโอวาท ก่อนปรินิพพาน ปู่ลิงถอดความหม

2011-10-19 08:24
1.ศีลคือ แผ่นดินธรรม ของสังขารโลก
แผ่นดินโลก เป็นที่อาศัยของ ระบบชีวาลัยทั้งหลายฉันใด
ศีลย่อม เป็นที่พึ่งของกาย ในการปฏิบัติ สู่ การดับไม่เหลือแห่ง
เพลิงกิเลส เพลิงทุกข์ฉันนั้น
ดังนั้น ศีลจึงเป็นที่มาของ
มนุษย์สมบัติ สวรรค์สมบัติ นิพพานสมบัติ
ศีลทำให้ เรามีคุณสมบัติที่เป็นมนุษย์
ศีล เป็นที่รวมของ มนุษย์ธรรมคือ
-คุณธรรม
-จริยะธรรม
-วัฒนธรรม
-ปรมัตถ์ธรรม
-และอริยะธรรมในที่สุด
สีเลนะ สุคะติง ยันติ...ศีลนำไปสู่สุคติ
สีเลนะ โภคะสัมปะทา..ศ๊ลเป็นที่มาของ สมบัติสาม
สิเลนะ นิพพุติง ยันติ...ศีลเป็นทางสู่นิพพาย
ตัสมา สีลัง วิโสทะเย....ในธรรมของมนุษย์ศีลวิเศษที่สุด
......................................
2.สมาธิ เป็น บ้านของผู้ปฏิบัติธรรม
เมื่อมีศีลเป็นแผ่นดิน
การทำสมาธิ ก็เหมือนการสร้าง บ้านที่อยู่อาศัย
สมาธิย่อมป้องกัน จิตไม่ฟุ้งซ่าน แล่นไป
สมาธิป้องกัน กิเลส ไม่ให้ ท่วมใจ เช่นฝนที่ตก
สมาธิเป็นที่ร่มเย็น และเป็นฐานแห่งการ พัฒนาปัญญา
3.ปัญญา นำแสงสว่างมาสู่ชีวิต 
ทินกร จันทรา ให้แสง........ยามวันคืน
ประทีป ให้ได้...................คราอัศดงแล้วนั่น
แสงสว่างแห่งปัญญา...........ส่องทางชีวิต ทุกขณจิตกัน
ผู้รู้จึงเร่งฝึกฝน เจริญยิ่ง......ปัญญา ดับเพิงกิเลส และทุกข์ ในตนเอยฯ
4.จิตที่พ้นอาสวะ คือขุมทรัพย์ที่แท้จริง
ทรัพย์คือ เครื่องมือ ทำให้.....ปลื้มใจ
สันโดษ เป็นทรัพย์ภายใน......คุณค่ามหาศาล
หมดอาสวะ ย่อมพบนิพพาน...ทรัพย์ที่ให้คุณอย่างเดียวแก่ชีวิต ทุกชีพกัน
จิตพ้นอาสวะโดยพลัน...........คือยอดขุมทรัพย์ อนันต์คุณที่แท้จริงเอยฯ
5.อริยมรรค คือทางที่ มารหาไม่เจอ 
ดวงตาเกิดขึ้นแล้ว................แก่เรา
ญาณ เกิดขึ้นแล้ว..................แก่เรา
ปัญญาเกิดขึ้นแล้ว..................แก่เรา
วิชชาเกิดขึ้นแล้ว...................แก่เรา
แสงสว่างเกิดขึ้นแล้ว................แก่เรา
ในสิ่งที่เราไม่เคยรุ้มาก่อนว่า
ทุกข์.............................................ควรกำหนดรู้
เหตุแห่งทุกข์ คือ อุปาทานในตัณหา.......ควรละ 
ความดับไม่เหลือแห่งทุกข์..................ต้องทำให้แจ้ง ด้วยตนเอง
มรรคา ทางปฏิบัติทั้งแปดนั้น...............ต้องเจริญยิ่งๆฯ
ทางนี้ เป็นทางสว่าง
ทางที่มารหาไม่เจอฯ
.................................
มารในพุทธศาสนามีห้ามาร
1.ขันธมาร............ระบบปรุงแต่งจิตปรุงแต่ง ทำให้เราหลงในมายาการ ของธรรมชาติ แบ่งออกได้ห้าส่วน
2.อภิสังขารมาร......มารคือ คิดแบบขาดสติกำกับ
3.เทวบุตรมาร....มารคืออารมณ์ที่โยน ชีวิต ไปสู่ภูมิต่างๆ
4.กิเลสมาร........มารคือ ความดิ้นรน ของราคะ โทสะ โมหะ ทิฐิ มานะ โศก อภิสังขาร
5.มัจจุมาร........มารคือเวลา ผู้ประหารความดี คือ ความคิดที่ขัดขวาง การเจริญกุศลและ ฝึกทำอาสวะให้สิ้น

6.จิตที่ว่างจาก อุปาทานในตัณหา ย่อมพ้นอารมณ์ทุกข์
-ว่างจาก การปรุงแต่งของ กิเลส ตัณหา อุปาทาน
-ว่างจาก การยึดมั่นถือมั่นอย่างจริงจังว่า เป็นเราของเรา
ทุกสิ่งธรรมชาติให้เรายืมใช้
ใช้อย่างมีสติ เพื่อเจริญกุศล แล้ววางลง เช่นนั้นเอง อิๆ
7.มองโลกด้วยความว่าง และถอน ตัวตูของตู เป็นสุขในโลก
"ดูกร โมฆราช เธอจงมองดูโลก อันงามประหนึ่งราชรถ
คนโง่หลงอยู่ ผู้รู้หาข้องไม่
และเป็นที่มัจจุราชหา เธอไม่พบ" 
พระโมฆราช ป่วยเป็นโรคผิวหนังพุพอง
ทรมานทางกาย แต่ จิตวิญญาณเบิกบาน
เพราะ ฝึก มองโลกด้วยความว่าง
ว่างจาก การปรุงแต่งของ กิเลส ตัณหา อุปาทาน
ว่างจาก การยึดมั่นถือมั่นว่า ชีวิตนี้ เป็นตัวกู ของกูถาวร อิๆ
8.สุขใดเท่า สงัดในกิเลสไม่มี
ผู้แสวงหาเกียรติ..ย่อมทุกข์
ผู้แสวงหากามคุณ..ย่อมทุกข์
ผู้แสวงหา กินไม่รู้จักพอ ..ก็ทุกข์
ผู้ พ้นจากอำนาจหลอกลวง ของ เกียรติ กาม กิน(บริโภคนิยม)
ย่อม สงบ สงัด ในท่ามกลางความเคลื่อนไหว
ผู้นั้น จึงเป็นผู้ มีสุขที่แท้จริงในโลก
9.ใจที่สงบ สงัดจากการปรุงแต่งของกิเลส ที่ไหนก็เป็นสุข
10.ความสุขแท้ อยู่ที่ใจ
ทุกคนแสวงหา กุญแจความสุข ข้างนอก
และหลงว่า"กุญแจคือความสุข"
-กุญแจเกิดจาก ความเพลิน ในสิ่งที่เราชอบ เราเชื่อ
-กุญแจเกิดจาก ทำตามค่านิยมกระแสโลก
-กุญแจเกิดจาก หรรษา ภาคภูมิใจ สมใจ สะใจ
-กุญแจเกิดจาก ความเพียร
-กุญแจเกิดจาก การเพ่งจิต จนเกิด ปิติ สุข อุเบกขา จิตมั่นคงเป็นหนึ่งเดียว
-กุญแจเกิดจาก จิตที่สงบ สงัด จาก การรบกวนของอุปธิทั้งหลาย
....หายใจก็เป็นสุข...เปลี่ยนอิริยาบถ ก็เป็นสุข...มีสติสำรวมสังวรก็เป็นสุข
....ชีวิตที่่ปกติ เจริญกุศล ทิ้งอกุศล และปลดขยะปรุงแต่งชีวิต ก็เป็นสุข
เพราะ...."ความสุขที่แท้จริงอยู่ภายในใจตลอด"อิๆ
11.โลกธรรมแปด คือเหยื่อโลกที่วางยาก
ลาภ............เสื่อมลาภ
ยศ.............เสื่อมยศ
สรรเสริญ....นินทา
สุข.............ทุกข์
เป็นเหยื่อ ที่มารวางกับดักชาวโลก
จงมาพ้นเหยื่อที่มารวางกับดักไว้
ด้วยการ ลด ละ เลิก ราคะ โทสะ โมหะ อาสวะ จนสิ้น ไม่เหลือเชื้อ 
12.กิน(บริโภคนิยม)
กาม(เพลินในความสะดวกสบาย)
เกียรติ(หัวโขน ในสังคม)
เป็นเครื่องจองจำชีวิต
ชีวิต ต้องใช้ตนเองเช่นวัวควาย ไปตลอดชีวิต
"รู้ว่าหนัก......ก็วาง
วาง..............ก็เบา
ไม่เอา...........ก็หลุด(จาก มายาการ ของสังขารธรรม) 
13.การอยู่ร่วมกับคนพาล เป็นทุกข์อย่างยิ่ง
ดังนั้น การจะใช้ชีวิตร่วม ทั้งครอบครัว ชุมชน สังคม
ไม่ควรทำตัวเป็นคนพาล หรือ เอาคนพาล มาเป็นแบบอย่างทางชีวิต
หากต้องใกล้ชิด ต้องมีสติ ปัญญา จึงไม่ถูกครอบงำ
14.กามคุณ เครื่องผูกที่ข้ามยาก
กามคุณนำไปสู่ชีวิต ครองเรือน
การขาดสติ ทำให้ ทรัพย์ บุตร ภริยา สามี กลายเป็นเครื่องจองจำ ซึ่งกันและกัน
เมื่อ มาประพฤติพรหมจรรย์แล้ว ก็ไม่ควร กลับไปสู่ที่จองจำนั้นอีก(สอนนักบวช)
15.ธรรมบาล ที่เกิดจากศีล คุ้มครองโลก
หิริ................โอตตัปปะ
บุพการี...........กตัญญูติเวทีตา
มงคลธรรม......ทักษิณาทาน
ธรรมสามคู่ จักช่วยคุ้มครองโลก
ให้สังคม มีสันติสุข สันติธรรม ยั่งยืน
16.ศีลเป็นกลิ่นหอม ที่ทวนลมได้
ดอกไม้หอม.....อาศัยลมพาไป
สัตบุรุษ...........อาศัย เสียงชื่นชมพาไป
ศีล.................อาศัย ปิยะมิตร กัลยาณธรรม เสมอกันด้วยศีล ย่อมหอมทวนลมได้
17.วัฏฏะสังสาร ยาวที่สุด
ราตรีนี้ยาวนัก...............สำหรับ ผู้นอนไม่หลับ
ระยะทางไกลนัก............สำหรับ ผู้อ่อนล้า นั่น
เกิด ดับในชาติภพ..........ยาวนัก สำหรับ ผู้เป็นทาสอุปาทาน อารมณ์ตนกัน
มาดับไม่เหลือ เพลิงกิเลส และทุกข์นั้น.....จึงหมดสิ้นวัฏฏะกาลเอยฯ
18.-สรุปความเกิด อุปาทานในตัณหา เป็นทุกข์ในโลก
-เกิดแก่เจ็บตาย เป็นทุกข์
-ดินฟ้าอากาศแปรปรวน เป็นทุกข์
-ความหิว โรคภัยไขเจ็บ เป็นทุกข์
-ดิ้นรนเอาตัวรอด ทำมาหากิน เป็นทุกข์
-สวมหัวโขน มีตำแหน่งหน้าที่ อยากเป็นหนึ่งในสังคม ก็เป็นทุกข์
-ทะเลาะวิวาท สงคราม ก็เป็นทุกข์
-กิเลส ราตะ โทสะ โมหะ เผาใจ ก็เป็นทุกข์
-ปรารถนาสิ่งไดไม่ได้ สิ่งนั้น ก็เป็นทุกข์
-พลัดพราก จากของรักของชอบ ก็เป็นทุกข์
-อุปาทานในตัณหา อุปาทานในขันธ์ห้า ก็เป็นทุกข์ 
.....การดับอุปาทาน ในตัณหา หรืออุปาทานในขันธุ์ห้าเสียได้ จึงสิ้นเหตุทุกข์ทั้งปวง
19.ถอนอุปาทานในตัณหาเสียได้ ก็ไม่ต้องหลั่งน้ำตา อิๆ
อาสวะ ขยะชีวิตที่เราเก็บมา ปรุงเป็นอุปาทานในตัณหาคือ
-ความคิดชั่วร้าย กระแสชั่วร้าย คนร้าย สัตว์ร้าย ที่เราเก็บมาเป็น ต้นแบบชีวิต เราต้องเว้น
-หากต้องประสบ ต้องอดทน
-หากจำเป็นต้องใช้ ต้องพิจรณา ไม่ตกเป็นทาส
-ความทรงจำ ที่ขาดไตรลักษณ์กำกับ ต้องเอามาล้าง ให้จิตเป็นกลาง พ้นชอบชัง
-แรงทะยานอยากภายใน เกิดจากสัญชาติญาณชีวิต ต้องฝึกเปลี่ยน กิเลสให้เป็นโพธิ
-คิด ให้เป็น
-เห็นให้แจ้ง รู้ว่า คิด พูด ทำ อย่างนี้ ผลจะเป็นอย่างไร
-พลิกจิตให้ทัน ด้วยสติ ปัญญาฝึกดีแล้ว เดินในทาง สัมมาทิฐิฝ่ายเดียว อิๆ
20.ชีวิตที่ ไม่พบโลกุตระธรรมย่อม อยู่ในเพลิงเผา
เพลิงกิเลส คือ เพลิงราคะ เพลิงโทสะ เพลิง โมหะ
เพลิงทุกข์ เพราะอุปาทานในขันธ์ห้า ปรุงแต่ง ด้วยขาดสติกุมสภาพจิต
พ้นได้โดยฝึก
ถอนอาลัย คลายกำหนัด ตัดวัฏฏะทุกข์ ทำอาสวะให้สิ้น อย่างไม่ละลด
..........................
พักก่อนง่วงแย้ว บาย อิๆ

21.ทางสายกลาง คือทาง ดับเพลิงกิเลส และเพลิงทุกข์ ได้สิ้นเชิง
การ เพลิดเพลินในกามคุณ เพราะเชื่อมั่นใน อุจเฉททิฐิ
การทรมาน กาย ให้ลำบาก เพราะเชื่อมั่นใน สัสสตทิฐิ
ทางสองสายนี้ ดับทุกข์ทั้งปวงไม่ได้(ทำให้สบายกาย สบายใจชั่วคราว)
การฝึกตนใน มรรคแปดคือ
-ใช้ทฤษฎีเหมาะสม
-ตั้งเป้าหมายชัดเจน
-เปลี่ยนวิธีคิด ด้วย วาจาสุภาษิต
-สุจริตในกายกรรม
-อาชีพ ที่สุจริต
-เพียรล้าง อกุศล เจริญกุศลให้มั่นคง
-สร้างพลังจิตด้วย ฝึกสติปฐานสี่
-สร้างความตั้งใจมั่นคง ในอารมณ์และ ความคิด มโนธรรม
.........................
22. อุปาทานในขันธ์ห้า นั่นแหละสร้าง อารมณ์ทุกข์
โลกย่อม ไม่ขาดซึ่ง....ปัญหา
โลกย่อม ไม่ขาดซึ่ง....ความทุกข์
แต่อารมณ์ทุกข์.........เราปรุงขึ้นมาเอง
ปัญหามี ความทุกข์มี แต่อารมณ์ทุกข์ไม่มี
เพราะเราดับ อุปาทานในขันธ์ห้าได้แล้ว อิๆ
23.ทุกข์เกิด จากเหตุ(อวิชชา ในอุปาทานในตัณหา)
ทุกข์ก็ดับได้ เมื่อ ดับเหตุ ด้วย มีสติตอนผัสสะโลก ธรรม (วิชชา)
ไม่เอาเหตุทุกข์มาปรุงอีก
"ผัสสะโลก ธรรม.......................ด้วยสติ กุมสภาพจิต
จิตเบิกบาน แจ่มใส...................ไร้กิเลสนั่น
จิตมั่นคง ในอารมณ์ มโนธรรม.....อันดีงามกัน
ใครทำได้อย่างนี้นั้น ย่อมประสบ....บรมโชคดีฯ
(มงคลชีวิต)
24.ถอนอารมณ์ทุกข์ ทันที คือสิ่งที่เร่งด่วน
ทุกครั้งที่ ผัสสะโลก ธรรม แล้วเกิดอารมณ์ทุกข์
ต้องพลิกจิต พ้นจากเพลิงอารมณ์ทุกข์ทันที
ดุจผู้ถูกศรปัก ต้องถอนศร เยียวยาด่วนที่สุด
ศรที่เสียบแทงชีวิตคือ
ราคะ โทสะ โมหะ ทิฐิ มานะ โศก อภิสังขาร
(คิดแบบขาดสติกุมสภาพจิตอวิชชาเป็นแดนเกิด)
25.ร้อนเพราะไฟกิเลส ดับได้เพราะฝึก ด้วยตนเอง
เมื่อเจอปัญหา เราสู้ เรายอมจำนน เราหนี เราประนีประนอม
ทางที่ถูก ต้องดับเหตุทันที
ดุจคนถือคบเพลิง แล้วร้อน ก็ต้องวางทิ้งออกไปจากชีวิต อิๆ
26.ของร้อนในชีวิตที่แท้จริง
หู ตา จมูก ลิ้น กาย ใจ ผัสสะโลกด้วย
ราคะ โทสะ โมหะ เมื่อไหร่ ไฟ กิเลส ก็สร้างไฟทุกข์ ให้ชีวิตเร่าร้อนได้ ทันที
เป็นไฟที่ให้โทษ
ไฟที่ให้คุณแก่ชีวิต คือ ไฟสติปัญญาที่ฝึกมาดีแล้ว
27.กามคุณคือเหยื่อล่อของมาร
กิเลสกาม..........เกิดขึ้นภายใน
วัตถุกาม...........มีมายาบิดบัง (ซ่อนความเสื่อม สลายไว้)อยู่ภายนอก
ไม่มีกิเลสกาม....ก็ดุจตบมือข้างเดียว
เจโตวิมุติ คือ......ผู้ชนะกิเลสกามและโทสะในตน
ผู้รู้จึงเร่ง ฝึกตนฯ

28.จิตอันฝึกดีแล้ว เป็นที่พึ่งอันหาได้ยาก
ฝึกจิตได้ คือ ฝึก ใช้สติ กุมสภาพ
ยามคิด ยามเกิดอารมณ์ ยามตั้งเจตนา ยามเรียนรู้ ยาม แรงขับชีวิตประทุ
ด้วยหลัก สติปฐานสี่ มีสติรู้เท่าทันใน
กาย เวทนา จิต ธรรม ที่เอามาปรุงแต่งความคิดฯ
29.ชนะกิเลสในตน คือพุทธะ
ชนะโลก คือ จักรพรรดิ
ชนะความรู้เข้าใจโลก คือนักปราชญ์
ชนะกิเลสภายใน คือ พุทธะ
30.บุคคลที่ฝึกจิตดีแล้ว เป็นผู้ประเสรีฐ
ผู้ออกกำลัง..................ย่อมได้กำลัง
ผู้เจริญกุศล.................ย่อมได้รับกุศล
ผู้มีจิตเอื้อเฟื้อ...............ย่อมมีวาสนา
ผู้มีสัจจะในขันติธรรม....ย่อมมีบารมี
ผู้ฝึกตน พ้น ราคะ โทสะ โมหะ..มีปกติสงัดจากกิเลส ย่อมเป็นผู้ประเสรีฐ ในหมู่มนุษย์
31.ขันติโสวจัตตา เป็นความงาม ของอริยะ
อดทน ต่อคนยก...............ไม่ลอย
อดทนต่อคนเหยียบ...........ไม่พอง
อดทนต่อ วาทะผู้เสมอกัน....ด้วยเมตตาจิต
ย่อม ดับไฟแห่งวิวาท เปิดประตูแห่งสันติธรรมให้เกิดขึ้น
จึงได้ชื่อว่า เป็นผู้งดงาม ในจริยาวัตร ท่ามกลางหมูมนุษย์
32.กรรมที่ทำแล้วเดือดร้อนภายหลัง ต้องเว้น
คฤหัสถ์.......................ไม่ขยัน ในกิจควรทำ หนึ่ง
ราชะ........................ บ่รอบคอบ ก่อนตัดสิน หนึ่ง
บรรพชิต.....................ไม่สำรวม หนึ่ง
อ้างเป็นบัณฑิต..............แต่เป็นทาสโทสะ หนึ่ง
เป็นธรรม ที่ให้โทษฯ
33.ผู้ชนะมาร
ทรงเล่า ประวัติพระองค์
ออกจากโลกียะ สมบัติ
ฝึกฝน จิตให้ยิ่ง
ทิ้งอาสวะ ทั้งหลายได้แล้ว
ไม่อยู่ในอำนาจของ
ศุภะ อรดี ตัณหา ราคะ อภิสังขาร
ความทยานอยาก อันเนื่องด้วยอุปทานในตัณหา
จึงได้ชื่อว่า"ชนะมาร"
33
34.เจ้ามา มือเปล่า แล้วเจ้าจะเอาอะไร?
เมื่อเจ้ามามีอะไรมาด้วยเจ้า
เจ้าจะเอาแต่สุขสนุกไฉน
เมื่อเจ้ามามือเปล่าไม่มีอะไร
เจ้าก็ไปมือเปล่าเหมือนเจ้ามา
......โอวาทของ สมเด็จพระพุฒจารย์โต พรหมรังสี 

...........................................
ทุกอย่าง เรายืม ธรรมชาติมาใช้
หากใช้สร้าง กุศล วาสนา และ ดับเพลิงกิเลส ทุกข์ ด้วยตนเอง
ชีวิตที่เหลืออยู่ คือ กำไรชีวิต ที่แท้จริง
...........................................
35.ชีวิตต้องพลัดพราก เป็นธรรมดา
เมื่อพลัดพราก สูญเสีย................ฤาเสียใจ
เมื่อพบความ อยุติธรรม................ยังใจมั่นคงได้
เมื่อตกระหกเหิน........................ยังมั่นคงใน
เมื่อเจ็บป่วยไข้ เจียนตาย..............ยังเบิกบาน จิตสว่างใน
เมื่อมีสิทธิอำนาจ........................ไม่หลง เหลิง ให้โทษ คุณ
เลิกสร้างเพลิง กิเลส เพลิงทุกข์......เผา แล้วหนอ
การเกิดครั้งนี้............................พบคำว่า "พอ"
ทุกข้อนั้น..................................ต้องฝึก จึงพ้นเอยฯ
36.ราคะ เป็นยาพิษ สำหรับสมณะ
นักบวช มีภัยสี่คือ
สตรี ที่อุดมด้วยกามคุณ
สตางค์ อดิเรกลาภ ที่ไม่เอาไปปริวัตร เป็นประโยชน์ต่อชาวโลก
เสือ หลงในสิทธิ อำนาจ ไม่ทำหน้าที่ด้วยความรับผิดชอบ
ขาดสติ ไม่ฝึกฝนตน ในโพธิปักขิยะธรรม จนจิตอ่อนแอ ขาดปัญญา
37.ชีวิตอยู่กับ การเปลี่ยนแปลง ทุกขณะจิต
ดุจเกลียวคลื่น ที่ม้วนตัวซบฝั่ง ไม่ยั่งยืน


38.อวิชชา บังวิสัยทัศน์ของปัญญา
ชีวิต จึงเหมือน คนหลงป่า
หน้าชื่น อกตรม
39.มีธรรมเป็นที่พึ่ง
เจริญสัมมาสติ ให้ยิ่ง
เป็นอุดมคติของชีวิต 
40.บัณฑิต แม้นประสบทุกข์ ย่อมไม่ทิ้งธรรม
41.บุคคลหายากยิ่ง คือผู้ทิ้งข้าศึก ของพรหมจรรย์ 
42.กัลยาณธรรม คือที่พึ่งของชีวิตที่ดี ทั้งโลกนี้และโลกหน้า
43.สุขจาก จิตเอื้อเฟื้อ แบ่งปัน ขณะมีชีวิต มีคุณค่าที่แท้จริง
44.ผู้ให้ ย่อมเป็นสุข
45.ทุกสิ่ง เป็นเพียง สิ่งที่ยืมมา ไม่ใช่ตัวตู ของตูที่แท้จริง
46.โภคทรัพย์ของคนดี ย่อมมีประโยชน์แก่คนหมู่มาก
47.ผู้มีจาคะธรรม จิตย่อมสะอาดเสมอ เช่นแม่น้ำที่ไหลอยู่
48.ผู้ไม่จาคะ เหมือนน้ำเน่าขังอยู่
49.ทานที่มีอนิสงค์ มาก
คิด ให้ ให้แล้ว จิตผ่องใส
ทั้งผู้ให้ผู้รับ ปลอด ราคะ โทสะ โมหะ
50.ผู้เจริญกุศล ย่อม เปี่ยมด้วย กุศล
กุศลคือ ความฉลาด ทางโลกและทางธรรม
"ฉลาด รู้ถ้วนทั่ว........ทำดี
ฉลาด รู้วิธี ราวี...........กำหลาบชั่ว
ฉลาด รู้ วิธีพัฒนา.......ศักยภาพ ของตัว
ฉลาด รู้ วิธีพาจิต........พ้นความพันพัว สู่วิมุติธรรมฯ
51.เป้าหมาย ของการประพฤติพรหมจรรย์ ของพุทธองค์
-ไม่เป็นไปเพื่อปรับวาทะ กับลัทธิอื่น
-ไม่เป็นไปเพื่อหลอกลวง
-ไม่เป็นไปเพื่อ ชื่อเสียง
-ไม่เป็นไปเพื่อ ลาภสักการะ
-ไม่เป็นไปเพื่อ อนิสงค์แห่งศีล
-ไม่เป็นไปเพื่อ อนิสงค์แห่งสมาธิ
-ไม่เป็นไปเพื่อ อนิสงค์แห่งปัญญา
เป็นไปเพื่อ สังวร สำรวม และประหาร
เพลิงกิเลส และเพลิงทุกข์ ด้วยการทำอาสวะให้สิ้น
(และเอื้อเฟื้อ ต่อสามโลก)
52.โลกุตระธรรม นั้น บัณฑิต พึงรู้ได้เฉพาะตน
เพราะละเอียด ลึกซึ้ง ประณีต เกินวิสัยสัตว์ ผู้หยาบ จะรู้ตาม
53.ตถาคต เป็นเพียงผู้ชี้ทาง ธรรมที่เจริญดีแล้ว เป็นที่พึ่งอันหาได้ยากยิ่ง
54.ร่างกาย อันโสโครก ไม่จีรัง เป็นที่พอใจของผู้ไร้ปัญญา
55.ร่างกาย ดุจป่าช้าของสรรพสัตว์ แต่เป็นเรือ ที่นำเราข้ามฝั่งนิพพานได้
(พึงปล่อยวาง แต่ไม่ใช่ปล่อยตัว ไม่ดูแล ให้มีสุขภาพดี อิๆ)
56.ร่างกาย คือโลงศพ ที่มีชีวิต
57.มรรคแปด คือทางสู่อมฤตธรรม(ธรรมที่ชีวิตมีชีวา พ้นเพลิงกิเลส เพลิงทุกข์สิ้นเชิง)
58.ตราบเท่าที่ เจริญธรรมในมรรคแปดโดยชอบ โลกย่อมไม่ว่างจาก พระอรหันต์(ผู้ไกลจากกิเลส)
59.ผู้อยู่ใกล้พระนิพพาน
คือผู้ เคารพในพระรัตนตรัย
มีความเพียรเผา กิเลส
เคารพในไตรสิกขา
เคารพในปฏิสันฐานธรรม
เคารพในสหายในธรรม
ย่อมไม่ห่างจากพระนิพพาน
60.ธรรมที่ให้ความเจริญแต่ฝ่ายเดียว
-ประชุมกันเสมอ
-มีความพร้อมเพรียง
-ไม่ละเมิดสิกขา ที่บัญญัติไว้ดีแล้ว
-เคารพ ผู้ อวุโส
-ไม่ตกอยู่ในอำนาจตัณหา
-ยินดีใน ความสงบ สงัด สันโดษ
-ยินดีในปิยะมิตร กัลยาณธรรม
ย่อมเป็นทางแห่งความเจริญทางโลกและธรรม
61.ธรรม ของผู้ไม่ประมาท
-ไม่หมกมุ่นกับ กิจการงาน มากเกินไป
-ไม่ คุย สนทนา ในเรื่องที่ทำให้ฟุ้งซ่าน
-ไม่เกียจคร้าน เอาแต่นอน
-ไม่มัวคลุกคลี ด้วยหมู่คณะ
-ไม่มี ความปรารถนาลามก
-ไม่ตกอยู่ในอำนาจ ความชั่ว
-ไม่คบคนพาล
-ไม่หยุดความเพียรฝึกตน
-ทบทวน ชีวิต และปรับสู่เส้นทางแห่งมรรค เสมอ
62.วาจาสุภาษิต ย่อมมีประโยชน์ เมื่อนำไปปฏิบัติ
.................................
"ปัจฉิมวาจา"
"ดูกร ภิกษุทั้งหลาย เราขอเตือนท่านทั้งหลายว่า
สังขารทั้งหลาย ย่อมมีความเสื่อม เป็นธรรมดา
เธอทั้งหลาย จงยังประโยชน์ตน และประโยชน์
ให้ถึงพร้อม ด้วย ความไม่ประมาทเทอญฯ"
ประโยชน์ตน คือ....ฝึกฝนตนเองให้พ้นเพลิงทุกข์ เพลิงกิเลส ด้วยการทำอาสวะให้สิ้น
ประโยชน์ท่าน........คือมีจิตเอื้อเฟื้อ เมตตากรุณา ทักษิณาทาน ต่อตนและโลกเสมอกัน
หรือ มี โลกุตระจิต กับโพธิ์จิต เจริญไปด้วยกัน
..............................
สาธุ สาธุ สาธุ
.......................................
//-ชีวิต คือการเดินทาง................แน่แท้
เกิด แก่ เจ็บ ตาย........................เท่านั้นหรือ
พ้นเพลิงกิเลส เพลิงทุกข์...............ได้ ต้องฝึกปรือ
สัมมาสติ โพธิปัญญาตื่น คือ...........ที่สุด พ้น ทั้งบ่วงทิพย์ บ่วงมารเอยฯ

พุทธเจ้า เป็นผู้ชี้ทาง หลุดพ้นเพลิงกิเลสและเพลิงทุกข์ การฝึกฝนตน ทุกคนต้องทำเ

แชร์ 2262 ดู | 3 ความเห็น

Footprints

ความเห็น

  • PULING
    PULING 2012-01-06 10:35
    <object width="640" height="360"><param name="movie" value="http://www.youtube.com/v/7b3sdUzF7lM?version=3&hl=en_US"></param><param name="allowFullScreen" value="true"></param><param name="allowscriptaccess" value="always"></param><embed src="http://www.youtube.com/v/7b3sdUzF7lM?version=3&hl=en_US" type="application/x-shockwave-flash" width="640" height="360" allowscriptaccess="always" allowfullscreen="true"></embed></object>
  • PULING
    PULING 2012-01-06 10:36
    http://www.youtube.com/watch?v=7b3sdUzF7lM

    มงคลสูตร แปล
  • PULING
    PULING 2012-09-26 17:19
    //-เพราะเหตุนี้
    ...เราตรัสรู้ด้วยตนเอง
    ...เราฝึกฝนตามธรรมนั้นจนพ้นอุปทานทุกข์ด้วยตนเอง
    ...มีผู้ปฏิบัติตามได้ผลมีอยู่
    ..ธรรมทั้งหลายเราจำแนกไว้ดีแล้วว่า
    อะไรคือ อกุศลที่ควรละ
    ..กุศลที่ควรเจริญ
    ..วิมุติธรรมแห่งการหลุดพ้นอุปาทานทุกข์
    ...เราจึงแสดงธรรมะด้วยความกล้าหาญ
    ดั่งพญาราชสีห์บันลือสีหนาท ฉันนั้น(พุทธดำรัส) สาธุ