เข้าระบบ

ชื่อผู้ใช้

รหัสผ่าน

  ล ง ท ะ เ บี ย น  

PULING

PULING的บล๊อก

PULING的主頁 | ดูทั้งหมด

ศาสตร์พยากรณ์

2011-12-17 09:41
//- ศาสตร์พยาการณ์ เป็น"วัฒนธรรม ของมนุษย์"
บางคนอาจแย้งว่า สัตว์ก็มีอิๆ
เช่นปีไหน เจ้ามดแดง ทำรังกลมๆใหญ่ๆ แสดงว่า"หนาวแน่ๆ"
นกทำรังสูง น้ำจะมาก
-แต่แน่ๆ วันไหนสัตว์ที่อาศัยในดิน เกิดมาวิ่งพล่าน
จะเกิดแผ่นดินไหวในไม่ช้า อิๆ
เพราะ เมื่อมีแรงเสียดทาน ไฟฟ้าสถิตย์ ในดิน แกสที่อยู่ลึกๆ ผุดขึ้น
เจ้าพวกนี้ ต้องตื่นตกหนก ตกใจ เป็นธรรมดา
..............................
//-ในหลุมฝังศพ คนโบราญ หมึ่นปี มีการค้นพบ
เครื่องมือ อาหาร สัตว์เลี้ยง ฝังด้วย
แน่นอน ความคิดโลกหน้า เรื่องจิตวิญญาร การอยากรู้ อนาคต อยู่ในวัฒนธรรมมนุษย์มาแสนนาน
.............................
//-กิจกรรมหนึ่ง ของมนุษย์ คือ"สื่อสาร"กัน
เรื่องที่ เป็นเสน่ห์ ของสังคม ง่ายๆคือ"ความรู้เรื่องศาสตร์พยาการณ์"
-ดูลายมือ (อาจมีลายเท้า) อิๆ
-ดูรูปลักษ์ บ้านเราจะเป็น โหงวเฮ้ง(ลักษณะทั้งห้า) เป็นส่วนใหญ่
-ดูไพ่ ใบไม้ โยนเหรียญ เสี่ยงทาย ฯลฯ
-ดูดวง
-ดูฮวงจุ้ย วิชา ดินฟ้าอากาศ ภูมิประเทศ ชัยภูมิ
...............................
//-มารู้จัก เลขทั้ง เจ็ด อันเป็นพื้นฐาน ศาสตร์พยาการณ์
คือ วันแต่ละวัน ที่เราต้องใช้ชีวิต ตาม ในโลกปัจจุบัน
ที่เอาชื่อมาจาก ดาวพระเคราะห์ ที่เราสังเกตุเห็น ในท้องฟ้า
มาเป็น คำพยาการณ์ง่ายตามวันว่า
ดูยศ ดูศักดิ์....................ดูอาทิตย์
ดูรูปจริต........................ดูจันทร์
ดูกล้า ขยัน.....................ดูอังคาร
ดูเจรจา อ่อนหวาน............ดูพุธ
ดูปัญญา บริสุทธิ์................ดูพฤหัส
ดูทรัพย์ ราคะ...................ดูศุกร์
ดูทุกข์ โทษ หลักทรัพย์.......ดูเสาร์
ดูเล่ห์ มัวเมา.....................ดูราหู
ดูกรรมเก่า........................ดูเกตุ
ดูมหัศจรรย์ อาเพศ..............ดูมฤตยู
ดูตัวตู..............................ต้องดู"กรรม เจตนา "


ราหู เป็นจุดคราส บางตำราบอกว่า โลกเราคือ"หัวราหู"
ใครคิดโกงสมบัติโลกเป็นของตู ราหู จึงบีบไข่ อิๆ บีบหัวใจให้ ทุกข์ อิๆ
ส่วนเกตุ มฤตยู ก็เกิดจากการคำนวณ ของโหราจารย์ แต่โหราศาสตร์สมัยใหม่ เอาการโคจรจริงๆ
มา เป็นตัวช่วย
เกตุ....คือเนปจูน เจ้าสมุทร
มฤตยู..คือ เฮเดส เจ้านรกนะ อิๆ
ทั้งสองมาจากวัฒนธรรมกรีก โรมัน
.............................
ดังนั้นโหราศาสตร์ ที่เราเรียนทุกวัน
มีที่ไป ที่มาจาก วัฒนธรรม"จับฉ่าย"
ทำให้เราต้องไปศึกษา นิทานธรรม มาประกอบเป็น"ความจริง" ที่เราทำนาย
ใครมีพื้นนิทานธรรม ก็มีวัตถุปรุงแต่ง กันหลากหลายอิๆ
.....................
อยากรู้ที่มาของชื่อเดือนแบบฝรั่ง ไปอ่าน เอาเองอิๆ

http://www.dek-d.com/board/view.php?id=834223

....................
เดี๋ยวมาต่อกัน อิๆ
.................

Cold Reading ความลับของโหราศาสตร์
สำหรับผู้ศึกษาโหราศาสตร์ คำอธิบายที่เป็นพื้นฐานของหลักการต่าง ๆ 
มีความสำคัญต่อการสร้างความเข้าใจตลอดจนถึงความเชื่อที่บุคคลมีต่อโหราศาสตร์
ตั้งแต่โบราณมานักโหราศาสตร์มักจะอธิบายโหราศาสตร์ว่า
เป็นการอ่านผลกระทบที่ดวงดาวกระทำต่อมนุษย์
เหมือนจะมีแรงอะไรบางอย่างส่งมาจากดวงดาวที่ห่างไกล
แม้แรงที่ว่าจะไม่สามารถวัดได้ในทางกายภาพ (คือมีปริมาณน้อยมาก ๆ)
แต่บางคนก็ยังเชื่อว่าดวงดาวส่งผลต่อสภาพจิตใจมากกว่าร่างกาย 
ทุกวันนี้ก็ยังมีคนจำนวนไม่น้อยเชื่ออย่างนี้อยู่
นั่นเป็นคำอธิบายแนวหนึ่งที่ปัจจุบันนักโหราศาสตร์ (โดยเฉพาะชาวตะวันตก) ไม่ค่อยเชื่อกันแล้ว
เพราะไม่สามารถอธิบายการทำนายได้ทุกอย่าง 
เช่น การทำนายด้วยไพ่หรือการเสี่ยงทายอื่น ๆ 
ไม่สามารถทำความเข้าใจได้ด้วย แรงที่ส่งมาจากดาวนอกโลก

ทฤษฎีที่ใช้อธิบายโหราศาสตร์ที่มักจะกล่าวถึงกันในปัจจุบันเรียกว่า ทฤษฎีองค์รวม
เป็นการมองว่าทุกส่วนในจักรวาลกำลังดำเนินไปด้วยกฎเกณฑ์อย่างเดียวกัน
ส่วนย่อยเปลี่ยนแปลงทำให้ส่วนรวมเปลี่ยนแปลง 
ภาพของส่วนหนึ่งสามารถสะท้อนภาพของส่วนอื่น ๆ ได้
ทำให้เกิดคำอธิบายที่ว่า as above, so below
เบื้องบนเป็นอย่างไร เบื้องล่างก็เป็นอย่างนั้น
นักจิตวิทยาคาร์ล จุงอธิบายด้วยคำว่า synchronicity
และเข้ากันได้ดีกับแนวคิดเรื่อง holographic paradigm ของเดวิด โบห์ม
นักควอนตัมฟิสิกส์ ที่ว่าส่วนย่อยมีภาพของส่วนรวมทั้งหมดอยู่ด้วย 
นั่นเป็นคำอธิบายที่ดูดี สวยงาม จนผมก็เคลิ้มตามไปด้วยอยู่พักหนึ่ง
แต่เมื่อผมมาพบกับคำอธิบายอีกแนวหนึ่ง
ที่เกิดจากการตั้งสมมติฐานใหม่ว่า
เป็นที่การรับรู้ของคนเองหรือเปล่าที่ทำให้โหราศาสตร์ดูเหมือนแม่น
เมื่อผมศึกษาจนเข้าใจแล้วก็พบว่าความสงสัยที่มีหมดไป 
ความลับของโหราศาสตร์ที่มีมานับพัน ๆ ปีอยู่ตรงนี้เอง

Dr.Geoffrey Dean เรียกสิ่งที่ทำให้โหราศาสตร์แม่นยำว่า 
-hidden persuaders
มันคือปัจจัยอื่น ๆ ที่ไม่เกี่ยวกับโหราศาสตร์เลย 
คำอธิบายของดร.ดีนค่อนข้างยากหน่อย
ปัจจุบันจึงรวมเรียกเทคนิคเหล่านี้ว่า 
-cold reading (ขอไม่แปลว่า การอ่านเย็น เพราะมันฟังทะแม่งชอบกล)
เริ่มแรกคำนี้อาจจะมีความหมายแคบ ๆ
เพียงแค่การอ่านจากภาษาท่าทางหรือกิริยาตอบสนอง
แต่ปัจจุบัน cold reading คือชุดของกระบวนการหรือเทคนิค
ที่สามารถสร้างหมอดูเทวดาได้โดยไม่ต้องมีความรู้โหราศาสตร์เลย
และเมื่อเราวิเคราะห์หมอดูที่ว่าแม่น ๆ 
ด้วย cold reading เราจะสามารถอธิบายได้เกือบทุกกรณี 
ดีกว่าการอธิบายด้วยแรงส่งจากดวงดาว 
ดีกว่าอธิบายด้วยการเชื่อมโยงกันของส่วนรวมส่วนย่อยที่จับต้องอะไรไม่ได้
และขาดความแน่นอน 
-cold reading อธิบายได้ พิสูจน์ได้
จนทำให้ผู้ที่มีความรักในวิชาโหราศาสตร์จำนวนไม่น้อยหัวใจสลาย
(หมายถึงพวกที่ใจกว้างและไม่มีอคติ)
เพราะเพิ่งประจักษ์ว่าสิ่งที่ตนหลงเชื่อมานับสิบ ๆ ปีเป็นเพียงภาพลวงตาเท่านั้น

ผู้ที่ใช้ cold reading จนประสบความสำเร็จและเขียนหนังสือมาอธิบายเรื่องนี้ได้ดีที่สุดคือ
"เอียน โรว์แลนด์ (Ian Rowland)"
เขาเป็นนักแสดงที่นำเสนอตัวเองเป็นผู้มีพลังจิต เป็นหมอดู เป็นคนทรง และอีกมากมาย 
จนคนหลงเชื่อว่าเขามีญาณวิเศษจริง ๆ 
แต่เขาก็เผยออกมาว่าเทคนิคที่ใช้คือ cold reading นี่เอง
ด้วยการฝึกอย่างเชี่ยวชาญทำให้เขาเป็นผู้วิเศษได้อย่างแนบเนียน 

โรว์แลนด์อธิบายในหนังสือของเขาว่า 
....."cold reading คือกลวิธีการลวงด้วยจิตวิทยา"
สามารถนำไปใช้ได้หลายอย่าง และหนึ่งในนั้นคือ
-สามารถทำให้คนที่ไม่มีพลังจิตดูกลายเป็นผู้วิเศษได้อย่างแนบเนียน
นั่นเป็นคำอธิบายของคนที่ใช้
แต่ในทางจิตวิทยาจะอธิบายว่า
"เป็นการใช้เทคนิคที่ทำให้เกิดการรู้คิดบิดเบือน (cognitive distortions) "
จนคนหลงเชื่อผู้ใช้เทคนิคเหล่านี้ในที่สุด 
กลวิธีเหล่านี้สามารถนำไปใช้ในกิจกรรมที่หลากหลาย
เช่น 
-การขายสินค้า 
-การสืบสวนสอบสวน 
-หรือแม้กระทั่งการจีบหญิง
- และเป็นวิธีที่มิจฉาชีพมักจะใช้ในการต้มตุ๋นผู้คน

มาถึงตรงนี้หลายท่านก็จะมีข้อกังขาว่า
"ฉันไม่เคยรู้จักอะไรที่เรียกว่า cold reading"
และฉันก็เป็นหมอดูที่มีเจตนาที่จะช่วยเหลือคนอื่น 
ไม่ได้ตั้งใจจะหลอกลวงใคร ฉันดูไปตามหลักวิชา
และคนส่วนใหญ่ก็มักจะบอกว่าฉันดูแม่น
อย่ามาพูดจาอะไรเลอะเทอะ" 
ตรงนี้เป็นความจริงข้อหนึ่งที่ว่าหมอดูจำนวนมาก
มีเจตนาอันเป็นกุศลที่จะช่วยเหลือบรรเทาทุกข์ร้อนให้กับคนอื่น
แต่การดูดวงทำให้ท่านเข้าใจผิดคิดว่า 
ความแม่นอยู่ที่หลักวิชา ความจริงความแม่นนั้นอยู่ที่ปัจจัยอื่น
เป็นปัจจัยที่ไม่เกี่ยวกับวิชาโหราศาสตร์ 
แต่สิ่งนั้นถูกแฝงอยู่ในหลักของโหราศาสตร์อย่างแนบเนียน
ประสบการณ์นับสิบปีของหมอดูช่วยทำให้เกิดความชำนาญในการใช้เทคนิคเหล่านี้ 
นั่นคือ ผมกำลังบอกว่า 
"หมอดูใช้เทคนิค cold reading โดยไม่รู้ตัวหรือไม่ได้ตั้งใจ"
เทคนิคนี้ทำให้เกิดการทำนายที่แม่นยำ 
ทั้ง ๆ ที่ตัวหมอดูเองก็ไม่รู้และคิดว่าเป็นตัวโหราศาสตร์เองที่ทำให้เกิดความแม่นยำ
อย่าเพิ่งเชื่อผมตอนนี้ อดทนอ่านต่อไปอีกสักหน่อย ผมจะค่อย ๆ อธิบายในรายละเอียด

เทคนิคต่าง ๆ ของ cold reading
เนื่องจาก cold reading มีกลวิธีมากมาย
การจะอธิบายทั้งหมดทำได้ยากและอาจจะเป็นการชี้นำให้คนเอาไปใช้ในทางที่ผิดได้
สำหรับผู้สนใจจริง ๆ ลองหาหนังสือของ Ian Rowland ในเน็ต หาได้ไม่ยาก
ในที่นี้ผมจะอธิบายภาพรวมของ cold reading 
ตามที่เอียน โรว์แลนด์แนะนำไว้ โดยขอเรียบเรียงใหม่ดังนี้

cold reading ประกอบด้วย
(๑) การเตรียมการ คือสร้างบรรยากาศ
จัดสถานที่ ต้อนรับขับสู้ ทักทายเพื่อให้ลูกค้าเกิดความรู้สึกเป็นกันเอง ผ่อนคลาย
และพร้อมที่จะให้ความร่วมมือ การทำบรรยากาศให้ดูขลัง
โดยการทำเหมือนเป็นพิธีกรรมอะไรบางอย่าง 
สามารถจะโน้มน้าวให้ลูกค้ามีความรู้สึกร่วมได้
การมีหนังสืออ้างอิงตั้งอยู่ มีประกาศนียบัตรจากสถาบันสอนโหราศาสตร์
มีภาพถ่ายกับลูกค้าคนดัง มีภาพแสดงความเก่าแก่หรือยิ่งใหญ่ของโหราศาสตร์
เหล่านี้จะช่วยทำให้ลูกค้าเกิดความมั่นใจในตัวหมอดู
และวิชาที่หมอดูใช้ การแสวงหาความร่วมมือในเบื้องต้น 
โดยบอกว่าการดูดวงจะต้องใช้ความร่วมมือกันของทั้งสองฝ่าย 
หมอดูเป็นคนอ่านดวงแต่ไม่รู้ข้อมูลจริง
ส่วนลูกค้าจะต้องช่วยให้ข้อมูลจริงเพื่อทำคำทำนายให้ชัดเจนขึ้น 
การแสวงหาความร่วมมือในเบื้องต้นนี่เองที่โหราศาสตร์ถือว่า
เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการการพยากรณ์ 
ไม่ผิดอะไรที่หมอดูจะถามหาข้อมูลจากลูกค้าเพิ่มเติม 
ตรงนี้ทำให้เกิดช่องทางที่หมอดูจะดึงเอาข้อมูลไปใช้ในการพยากรณ์ได้ 
จนลูกค้าไม่รู้ตัวว่าเป็นคนให้ข้อมูลเขาไปเอง (แล้วก็มาประหลาดใจว่าหมอดูทายแม่น)

(๒) การทำนายอุปนิสัย มีใช้หลายเทคนิคได้แก่ เล่ห์สายรุ้ง (rainbow ruse) 
การออกคำพยากรณ์ที่มีความหมายตรงกันข้ามหรือขัดแย้งอยู่ในประโยคเดียวกัน 
เหมือนสายรุ้งที่มีหลายสี ถ้าไม่ถูกสีหนึ่งมันก็ต้องไปถูกอีกสีหนึ่งจนได้
(ตอนต้นผมเรียกว่าการหว่านแห)
คำพยากรณ์แบบนี้เห็นได้ทั่วไปในความหมายของปัจจัยโหราศาสตร์ต่าง ๆ
ตัวอย่างเช่น ราศีกุมภ์มีความหมายว่ารักเพื่อนมนุษย์ 
ชอบสมาคม (เนื่องจากเป็นราศีธาตุลม เป็นความสัมพันธ์เชิงกลุ่มจึงรักคนอื่น ๆ) 
ในขณะเดียวกันก็มีความหมายว่ารักอิสระต้องการที่จะไม่เหมือนใครด้วย 
การชอบเข้ากลุ่มกับความต้องการที่จะแตกต่างเป็นความหมายที่ขัดแย้งในตัวเอง
อย่างนี้ไม่โดนด้านหนึ่งก็ต้องโดนอีกด้านหนึ่งอยู่แล้ว 
นอกจากนั้นก็มี การประจบอย่างแนบเนียน
การบอกลูกค้าว่าเขาก็มีสัมผัสพิเศษเหมือนกัน 
การอธิบายด้วยช่วงชีวิตที่ทุก ๆ ต้องผ่าน และเทคนิค
ที่ผมถือว่าเป็นพระเอกในเรื่องนี้คือ คำพยากรณ์ที่กว้าง ๆ ทั่วไป
ไม่ชี้เฉพาะ (Barnum statement/Forer effect)
เมื่อลูกค้าฟังคำพยากรณ์ที่กว้าง ๆ 
เขาจะรู้สึกว่าหมอดูบอกอะไรเขาเป็นพิเศษ 
แล้วจะโยงเข้ากับลักษณะของตัวเองในส่วนที่สอดคล้องกับคำพยากรณ์
แม้คำพยากรณ์จะดูกว้างแต่คนฟังก็รู้สึกว่าแม่น Barnum/Forer effect 
นี้นักจิตวิทยาเขาทำวิจัยกันเป็นเรื่องเป็นราว 
จนพบว่าคำพยากรณ์ของโหราศาสตร์มีลักษณะเช่นนี้เองจึงทำให้โหราศาสตร์ดูเหมือนแม่น
ตัวอย่าง ของประโยคแบบนี้คือ "คุณเป็นคนใจกว้าง"
เมื่อเราพิจารณาจะเห็นว่า ทุกคนมีความใจกว้างอยู่ในตัว 
แต่ใจอาจจะไม่กว้างตลอดเวลา
หรือไม่กับทุก ๆ คนหรือกับทุก ๆ
เรื่อง การทำนายอย่างนี้จึงมีโอกาสถูกมากกว่าผิด (มีโอกาสถูกเกือบร้อยเปอร์เซนต์)

(๓) การทำนายเหตุการณ์หรือข้อเท็จจริง
เทคนิคหลักที่ใช้คือการออกคำพยากรณ์ที่มี
-ความหมายหลายชั้น
- คลุมเครือ 
-ตีความได้มากกว่าหนึ่งอย่าง 
และการใช้สถิติทั่วไปที่ได้จากสำรวจ 
เพื่อใช้เป็นข้อมูลว่าคนส่วนใหญ่มักจะมีพฤติกรรมหรือมีความเชื่ออย่างไร
นอกจากนั้นยังใช้การเดา คือทายอะไรก็ทายไป (อาจจะเอาสิ่งที่เห็นในดวงทายออกไป) 
การเดานี้เป็นเหมือนการลงทุนของหมอดู 
ถ้าเดาถูกจะได้รับผลตอบแทนมาก 
แต่ถ้าเดาผิดคนมักจะไม่ค่อยสนใจ 
อาจจะบ่นนิดหน่อยแล้วก็ลืมไป แปลว่าทางได้มากกว่าเสีย
โดยเฉพาะการเดาในเรื่องมีโอกาสถูกน้อย 
ถ้าเดาถูกก็อาจจะเป็นคนดังได้ในชั่วข้ามคืนเลยทีเดียว

(๔) การทำนายอนาคต 
ความจริงเรื่องนี้จะว่าง่ายก็ง่าย เพราะอนาคตเป็นสิ่งที่ไม่เกิดขึ้น 
ทายอะไรก็ได้ ทายไปเถอะ ถูกได้ก็ดี ไม่ถูกคนก็ไม่สนใจอะไรมาก
เทคนิคที่ใช้คือ ทายแต่ในด้านดีเท่านั้น คือ "ได้แน่นอน" หรือ "รวยแน่นอน" อะไรทำนองนี้
อย่างไรคนฟังก็ชอบ ทายว่าเรื่องที่กำลังมีปัญหาจะดีขึ้นในอนาคต 
อันนี้ก็เป็นสูตรสำเร็จ 
นอกจากนี้ก็มี การทายแบบคลุมเครือ 
การเดา (เหมือนข้อที่แล้ว) การทายในเรื่องที่พิสูจน์ไม่ได้ (คือถูกผิดก็ไม่มีใครรู้)
เช่น ทายว่าจะมีเทพมาคุ้มครอง 
ทายว่ากรรมคุณจะมาเป็นแบบนี้ หรืออะไรทำนองนี้

(๕) การดึงข้อมูล 
ภาษาอังกฤษใช้ fishing แปลว่าการตกข้อมูลก็ได้
หรือการลวงเอาข้อมูลก็ได้ 
เรื่องนี้เป็นกลวิธีสำคัญที่หมอดูจะต้องใช้ 
ถ้าหมอดูไม่ได้ข้อมูลจากลูกค้า จะไม่มีทางทายเรื่องที่เฉพาะเจาะจงได้เลย 
จะทายได้แต่เรื่องกว้าง ๆ การดึงข้อมูลนี้มีตั้งแต่ 
-การถามตรง 
-การถามเหมือนไม่ถาม 
(เช่น ใช้คำแสดงความรู้สึกหรือคำอุทานแทน)
-การซ่อนคำถาม (เหมือนจะเป็นการให้ข้อมูลแต่เหน็บคำถามไปด้วย) 
-การระดมยิงด้วยศัพท์แสงทางโหราศาสตร์ที่คนฟังไม่รู้เรื่อง
แต่เขาก็จะอธิบายเรื่องราวออกมาว่าเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ใช่ไหม
-การอ่านจากภาษากาย 
ท่าทาง กิริยาวาจา
- ตลอดจนการแต่งตัว เครื่องประดับและอุปกรณ์ต่าง ๆ ที่ใช้
สิ่งเหล่านี้แม้จะพูดไม่ได้ แต่มันบอกเรื่องราวที่เกี่ยวกับเจ้าตัวได้
หมอดูที่ดีจะมีสายตาแหลมคมเหมือนนักสืบ

(๖) การนำเสนอ 
เป็นกลวิธีการดำเนินการพยากรณ์ ข้อสำคัญได้แก่ 
-การทำให้เกิดปฏิสัมพันธ์ ทำอย่างไร
ก็ได้ให้มีการโต้ตอบเพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลกัน 
ข้อนี้สำคัญมาก ถ้าไม่มีการคุยกันการดูดวงจะได้เพียงภาพกว้าง ๆ เท่านั้น
ดังนั้นหมอดูควรจะเริ่มใส่ใจตั้งแต่
-การเตรียมการ
- จัดสถานที่ 
-ทำบรรยากาศให้เป็นกันเอง 
-เพื่อลูกค้าจะได้เปิดใจคุยกับเราและพร้อมที่จะให้ข้อมูล 
-นอกจากนั้นก็เป็นเทคนิคทางสองแพร่ง (forking)
หรือการโยนหินถามทาง เหมือนเราตั้งสมมุติฐานไว้สองอย่าง
- ตั้งคำถามเพื่อหยั่งเชิง ถ้าได้คำตอบหนึ่งก็จะไปทางหนึ่ง ถ้าได้อีกคำตอบก็จะไปอีกทางหนึ่ง
- การทำคำพยากรณ์ให้เรียบง่าย โดยใช้ภาษาธรรมดา
เรียบเรียงให้เข้าใจง่าย อันนี้ก็สำคัญเหมือนกัน

(๗) การแถ 
เมื่อเหตุการณ์ไม่เป็นอย่างที่คิด 
คำทำนายผิดไปจากความเป็นจริง
หมอดูต้องมีทางออก เทคนิคที่ใช้กันทั่วไปมีดังนี้ ยืนยันคำพยากรณ์
แล้วทำเป็นประหลาดใจ
(นี่เป็นวิธีกดดันลูกค้าอย่างหนึ่ง เมื่อทำอย่างนี้ 
ลูกค้ามักจะพยายามไปหาเรื่องราวที่ตรงกับคำพยากรณ์นั้นให้จนได้)
-บอกว่าฉันทายถูกแล้วแต่คุณลืมไป 
-บอกว่าฉันทายถูกแล้วแต่คุณไม่รู้
-บอกว่าฉันทายถูกแล้วแต่ไม่มีใครรู้ 
-บอกว่าฉันอาจจะผิดตอนนี้แต่จะถูกในอนาคต 
-บอกว่าฉันอาจจะผิดแต่มันไม่สำคัญหรอก 
-บอกว่ามันอาจจะผิดในข้อเท็จจริงแต่ถูกในเชิงอารมณ์
- บอกว่ามันอาจจะผิดในส่วนย่อยแต่ถูกในภาพรวม (หรือกลับกัน)
- เมื่อไม่ไหวจริง ๆ ก็ยอมรับผิด แล้วบอกว่าหมอดูไม่ใช่ผู้วิเศษ

จากเทคนิคต่าง ๆ ที่อธิบายมาคร่าว ๆ จะเห็นว่า 
-ถ้ามีใครฝึกทักษะเหล่านี้จนคล่อง
แม้จะไม่มีความรู้โหราศาสตร์เลย ก็สามารถเป็นหมอดูเทวดาได้ไม่ยากนัก
ท่านอาจจะแย้งอีกว่า ฉันไม่เคยตั้งใจที่จะใช้เทคนิคล่อลวงเหล่านี้เลย
อันนี้ถือเป็นเจตนาอันบริสุทธิ์ของหมอดูที่มีจิตใจดี
แต่ถ้าท่านวิเคราะห์โดยการสังเกตกระบวนการ
ดูเหตุที่มาที่ไปของความแม่นที่เกิดขึ้น
จะพบว่ามันก็อยู่ในปัจจัยต่าง ๆ ที่ว่ามานี่เอง ขอย้ำอีกรอบว่า 
-คำพยากรณ์ที่ได้จากหลักการของโหราศาสตร์เป็นเพียงภาพกว้าง ๆ 
ที่สามารถตีความหมายได้มากมาย แต่ด้วยเทคนิค cold reading ที่กล่าวมา
ทำให้คำพยากรณ์มีความเฉพาะเจาะจงมากขึ้น จนถึงเรียกได้ว่าแม่นจนน่าตกใจ 
ข้อนี้สามารถพิสูจน์ได้ ถ้าท่านเป็นหมอดูก็ไม่ต้องถามอะไรจากลูกค้าเลย 
(และไม่อ่านอย่างอื่นที่เป็นอวจนภาษา"ภาษาที่ไม่ใช่คำพูดเช่นภาษาท่าทาง.ด้วย)
แล้วทายเท่าที่ดวงบอก แค่นี้ท่านก็บอกได้แล้วว่า 
ความแม่นมันแทบไม่เหลือเลย 
แต่ถ้าท่านเป็นลูกค้า ท่านเพียงหยุดการสื่อสารกับหมอดู 
ไม่ตอบคำถาม ไม่ให้ข้อมูลด้วยภาษาท่าทาง แค่นี้หมอดูก็ไปไม่เป็นแล้ว 
เขาอาจจะเชิญท่านให้ไปดูที่อื่น หรือไล่ท่านออกไป
(อันนี้ไม่แนะนำให้ไปทำ ถ้าจะทำก็ระวังตัวเองด้วย)

แนะนำ cold reading โดย Ray Hyman
บทความแนะนำ cold reading ที่น่าสนใจอีกฉบับเป็นของเรย์ ฮีแมนนักจิตวิทยา
เขานำเสนอได้สั้น กระชับ เข้าใจง่าย
ทำให้มองเห็นภาพโดยรวมได้ 
อาจจะขาดรายละเอียดบางอย่าง 
แต่ก็มีประโยชน์อย่างมากในการทำความรู้จัก 
cold reading ฮีแมนแนะนำไว้ ๑๓ ข้อ 
ผมขอแปลแบบเรียบเรียงใหม่ดังนี้ (สนใจรายละเอียดอ่านฉบับเต็มตามลิ้งค์ในบรรณานุกรม)

(๑) มีความมั่นใจว่า "เราทำได้" อย่าบอกใครว่าใช้ cold reading ให้เขาเชื่อว่าเรามีพลังพิเศษจริง ๆ
(๒) สะสมข้อมูลล่าสุดจากผลการวิจัย ผลการสำรวจต่าง ๆ เป็นประจำ จะได้รู้แนวโน้มของคนส่วนใหญ่
(๓) จัดสถานที่ สร้างบรรยากาศแห่งความคุ้นเคย อย่าโฆษณาตัวเองให้โอเวอร์มากเกินไป
(๔) แสวงหาความร่วมมือแต่เบื้องต้น บอกว่าหมอดูกับลูกค้าจะต้องร่วมมือแลกเปลี่ยนข้อมูลกัน (เป็นการเปิดทางให้เราได้ล้วง)
(๕) ใช้วิชาโหราศาสตร์เป็นกิมมิค (gimmick) หรืออุปกรณ์ประกอบฉาก (props) อาจจะเป็นการดูดวง ดูไพ่ ดูลายมือ หรืออะไรก็ได้ คือมันจะต้องมีอุปกรณ์อะไรบางอย่างเพื่อเสริมความน่าเชื่อถือและสร้างบรรยากาศ (ไม่จำเป็นแต่ว่าสำคัญเหมือนกัน)
(๖) ใช้คำศัพท์เฉพาะวิชาในคำพยากรณ์ แม้คนอื่นจะฟังไม่ค่อยรู้เรื่องแต่ก็เพิ่มดีกรีความขลัง เช่น การพูดถึงลัคนา ราศีต่าง ๆ มุมกุมมุมเล็ง อะไรอย่างนี้เป็นต้น
(๗) เปิดตาให้กว้าง อ่านทุกอย่างที่ขวางหน้า ทุกอย่างที่ลูกค้ามี ทุกอย่างที่เขาแสดงออก ล้วนบอกเรื่องราวทั้งสิ้น
(๘) รู้จักการตกข้อมูล (fishing) ข้อนี้มีเทคนิคมากมาย ดูคำอธิบายข้างบน
(๙) เป็นนักฟังที่ดี เพราะคนที่มาหาหมอดูจำนวนไม่น้อยต้องการระบายอะไรบางอย่าง เพียงแค่นั่งฟังอย่างตั้งใจ แล้วทวนสิ่งที่ได้ยิน เขาก็ว่าเราแม่นแล้ว
(๑๐) ตีไข่ใส่สี ทำคำพยากรณ์ให้ฟูมฟาย โอเวอร์ เฟ้อฝันเป็นละคร หรือให้น้ำเน่าเข้าไว้ (ภาษาอังกฤษใช้ dramatise your reading) คือคนมักจะชอบ ไม่รู้เป็นยังไง
(๑๑) พยายามทำให้ลูกค้ารู้สึกว่าหมอดูรู้อะไรมากกว่าที่เขาพูดออกมา (ข้อนี้สำคัญ เป็นจิตวิทยา)
(๑๒) ประจบ ยกยอหรือชะเลียลูกค้าทุกครั้งเมื่อมีโอกาส
(๑๓) กฎทอง (golden rule) บอกในสิ่งที่เขาหรือเธออยากจะได้ยินเท่านั้น
..................................

เกรงว่าจะมีคนเข้าใจผิดว่าผมกำลังสอนให้เป็นสิบแปดมงกุฏ 
หรือเป็นพวกต้มตุ๋น ความจริงเทคนิคเหล่านี้เป็นดาบสองคม
คนที่ศึกษาเรื่องนี้และนำมาเสนอเป็นนักวิชาการ
เราเรียนรู้เพื่อทำความเข้าใจโหราศาสตร์ให้ถึงที่สุด
ความรู้เรื่องนี้ทำให้เรารู้ว่าความแม่นสามารถควบคุมได้ด้วยเทคนิคเหล่านี้
ถ้ามีการฝึกฝนจนชำนาญ ดีกว่าการใช้โหราศาสตร์อย่างเดียวที่ไม่สามารถจะควบคุมความแม่นยำได้
คือไม่รู้ว่าเมื่อไหร่จะถูกและเมื่อไหร่จะผิด 
ถ้าท่านรู้จักใช้เทคนิคเหล่านี้ประกอบการพยากรณ์แบบปกติ
จะช่วยทำให้เกิดความแม่นยำขึ้นอีกมาก (อยากจะวงเล็บต่อด้วยว่า มหาศาล)
แต่ต้องระวังเพราะถ้าไปทำให้เกิดความเดือดร้อนแก่ผู้อื่น มันเป็นบาป ผมขอแช่งไว้ด้วย

แล้วโหราศาสตร์มีประโยชน์อะไร?
ถ้าโหราศาสตร์ไม่ได้บอกความจริงอะไรแล้วจะมีโหราศาสตร์ไปทำไม?
อาจมีหลายท่านที่พอจะเข้าใจสิ่งที่ผมได้ร่ายยาวมาเริ่มสงสัยว่า
ถ้าอย่างนั้นเราควรจะทิ้งโหราศาสตร์ไปเลยดีไหม
นั่นเป็นความคิดที่สุดโต่งเกินไป 
เพราะโหราศาสตร์อยู่คู่มนุษย์มายาวนาน อย่างไรคน (บางประเภท บางระดับ)
ก็ต้องการโหราศาสตร์ แม้โหราศาสตร์จะไม่ได้ให้ข้อมูลอะไร
แต่การดูดวงก็ทำให้เกิดการสนทนา ประโยชน์มันอยู่ตรงนี้ 
เมื่อคนมีปัญหาอะไรบางอย่างที่เขาหาทางออกไม่ได้โดยวิธีปกติ
การดูดวงเป็นช่องทางหนึ่งในการหาคำตอบอะไรบางอย่าง (ผมมักจะเรียกว่า วิธีพิเศษ)
การดูดวงทำให้เกิดปฏิสัมพันธ์ ทำให้เกิดการลำดับความคิด
การมองปัญหาอย่างที่มันเป็น ผลของการดูดวง (ที่ดี)
จึงมักจะได้ความเข้าใจที่ชัดเจนขึ้นและได้กำลังใจกลับไป
อาจจะได้คำแนะนำจากดวงที่เป็นทางออกของปัญหา 
(ที่คนมักนึกไม่ถึง เมื่ออยู่ในสภาพกดดันของปัญหา) 
ความจริง-ไม่จริง แม่น-ไม่แม่น ของโหราศาสตร์จึงไม่ใช่สิ่งสำคัญ
สิ่งที่เราควรสนใจคือมันแก้ปัญหาให้เราได้ไหม?

จะเห็นว่าหมอดูทำหน้าที่คล้ายนักจิตวิทยาอยู่มาก
ความจริงโหราศาสตร์ก็คือความรู้จิตวิทยาที่มนุษย์สะสมมาตั้งแต่โบราณนั่นเอง 
ทำไมดวงคนอื่นจึงเอามาดูชีวิตเราได้แม่น 
คำตอบคือว่าเราเป็นมนุษย์เหมือนกัน ทุกคนมีลักษณะของทุกราศีอยู่ในตัวทั้งสิ้น 
ไม่ว่าจะมีดาวหรือไม่มี ทุกคนมีความเป็นเมษ พฤษภ มิถุน ไปจนถึงมีนเหมือนกันหมด 
แต่อาจจะไม่แสดงออกทุกราศีตลอดเวลา 
อันนี้ทุกคนสังเกตตัวเองได้อยู่แล้ว หมอดูในฐานะนักจิตวิทยาโบราณ
จึงยังคงมีบทบาทในสังคมจนถึงปัจจุบัน เพราะคนสะดวกใจที่จะไปหาหมอดูมากกว่า
นักจิตวิทยา หมอดูเองก็มีเครื่องมือที่นักจิตวิทยาไม่มี 
และค่อนข้างจะมีประสิทธิภาพ นั่นคือการพยากรณ์จร (ทำนายอนาคต) 
นักจิตวิทยาไม่ใช่คนที่จะบอกว่าแนวโน้มในอนาคตจะเป็นอย่างไร 
แต่หมอดูมีสิทธิที่จะบอกได้และเป็นหน้าที่ด้วย 
การรู้แนวโน้มที่จะเกิดขึ้นลดความกดดันของปัญหาลงได้มากทีเดียว 
แม้อนาคตจะเป็นสิ่งไม่แน่นอน และไม่มีใครรู้ได้จริง (เพราะอนาคตยังไม่มี) 
เทคนิคจากภูมิปัญญาโบราณนี้สร้างผลลัพธ์ได้อย่างน่าพอใจทีเดียว
บางครั้งก็ดีกว่าหรือเร็วกว่าวิธีทางจิตวิทยาด้วยซ้ำไป
(ข้อนี้เกิดจากความเชื่อ บางอย่างถ้าเราเชื่อว่ามันเป็น มันก็จะเป็นอย่างนั้น เรียกว่า Placebo effect"อำนาจของศรัทธา") 
แต่คนไม่น้อยมักจะจริงจังกับการทำนายอนาคตมากเกินไป 
จนเกิดความเชื่อฝังใจว่ามันจะต้องเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ตามที่ดวงบอก
นี่เป็นผลจากความเข้าใจที่ผิดพลาดในเรื่องการพยากรณ์จร
ความรู้ปรัชญาพื้นฐานของโหราศาสตร์จึงเป็นสิ่งที่หมอดูจะต้องรู้
เพื่อจะได้เข้าใจและนำไปใช้อย่างไม่เกิดโทษ

สรุป
ความจริงของโหราศาสตร์อยู่ตรงไหน
เมื่ออ่านมาถึงตรงนี้ ถ้าท่านเข้าใจเหมือนที่ผมเข้าใจ
ก็จะตอบได้ว่า
"โหราศาสตร์คือภาพลวงตา"
ความแม่นมีอยู่จริง แต่ไม่ได้เกิดจากตัวโหราศาสตร์ 
ความแม่นเกิดจากปัจจัยอื่นที่ไม่เกี่ยวกับโหราศาสตร์เลย
แต่การจะบอกว่าโหราศาสตร์จริงหรือไม่นั้น อาจจะไม่ตรงประเด็นนัก 
-เพราะคำว่า "จริง" ของแต่ละคนไม่เหมือนมัน
- บางคน "จริง" เพราะเพียงฉันรู้สึกดี 
-บางคน "จริง" เพราะรู้สึกว่ามันใช้ได้ 
มันมีความหมาย มันสร้างความเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้นได้ 
-จริงของคนหนึ่งอาจจะไม่จริงสำหรับอีกคนก็ได้ 
ดังนั้นเราจึงควรศึกษาเรื่องนี้ในเชิงปรากฏการณ์
อะไรคือสิ่งที่ปรากฏจริงของการพยากรณ์ด้วยโหราศาสตร์ 
ความแม่นคือสิ่งที่ปรากฏจริง 
ถ้าเราคิดว่าความแม่นอยู่ที่หลักการ มันสามารถวัดได้ในระดับปรากฏการณ์ด้วยสถิติ
หรือวิธีทดสอบดังที่ได้กล่าวมา อย่าเพิ่งโต้แย้งประเด็นนี้จนกว่าท่านจะทดสอบด้วยตนเอง
ถ้าเราคิดว่าความแม่นไม่ได้อยู่ที่โหราศาสตร์
ก็ลองไปวิเคราะห์กระบวนการดูดวงของหมอดูสักคน 
ว่ามีสิ่งที่เรียกว่า cold reading อยู่หรือไม่
แล้วชั่งน้ำหนักดูด้วยใจที่เป็นกลาง คำตอบอยู่ตรงหน้าท่านแล้ว

ถ้าท่านอ่านบทความเรื่อง "ความจริงของโหราศาสตร์" 
เข้าใจตลอดทั้งสองตอน ก็จะพอเห็นเจตนารมณ์ในส่วนลึกของเว็บไซต์ 
ว่าทำไมเราจึงศึกษาโหราศาสตร์อย่างมากมาย
(เพื่อเราจะได้พูดภาษาเดียวกับหมอดูได้ทุกระดับ) 
ทำไมเราจึงไม่สนใจเทคนิคพิศดาร (เพราะมันไม่ช่วยให้ทายแม่นขึ้น) 
ทำไมเราจึงมาเน้นที่พื้นฐาน (เพราะแค่นี้ก็เพียงพอแล้ว)
ทำไมเราจึงใช้โหราศาสตร์อยู่ (เพราะโหราศาสตร์มีประโยชน์ ถ้าใช้เป็น) 
ทำไมเราจึงเน้นความรู้จิตวิทยา (เพราะเป็นแนวทางการใช้ประโยชน์ได้อย่างสร้างสรรค์) 
ทำไมเราจึงเน้นความรู้ด้านปรัชญาและศาสนา (เพราะเป็นฐานความจริงที่รองรับโหราศาสตร์อยู่ โหราศาสตร์อาจจะจริง แต่ต้องไม่เกินคำสอนของศาสนา)
ถ้าท่านอดทนอ่านทุกอย่างที่อยู่ในเว็บไชต์ได้ 
การเข้าถึงความจริงของโหราศาสตร์ก็ไม่ยากนัก
ถ้าเป็นเมื่อก่อน ท่านจะไม่มีทางรู้ในเรื่องเหล่านี้เลย 
ความลับของโหราศาสตร์ที่ลึกลับมานับพัน ๆ ปีก็จบลงเพียงเท่านี้เอง

บรรณานุกรม
Carroll, Robert T. "Cold Reading". The Skeptic's Dictionary. 2010. http://www.skepdic.com/coldread.html
Hyman, Ray. "Guide to Cold Reading". Australian Skeptics.http://www.skeptics.com.au/publications/articles/guide-to-cold-reading-ray-hyman/
Peat, F. David. "Synchronicity: the bridge between matter and mind". http://twm.co.nz/ISSS_synchr.html
Rowland, Ian. The Full Facts Book of Cold Reading. 3rd ed. London: Ian Rowland Limited. 2002.
Talbot, Michael. "The Universe as a Hologram". http://twm.co.nz/hologram.html
Wikimedia Foundation, Inc. "Cold Reading". Wikipedia, the free encyclopedia.http://en.wikipedia.org/wiki/Cold_reading

เขียนโดย กาลจักร
เขียนครั้งแรก: ๒๓ เมษายน ๒๕๕๓
แก้ไขเพิ่มเติมครั้งล่าสุด: ๑๓ พฤษภาคม ๒๕๕๓

http://www.astrosimple.com/article/index.php?item=truth2

................................................
//-ปู่ลิงเอง มองโหราศาสตร์ เป็น"จิตวิทยา แขนงหนึ่ง"
มีทั้งจิตวิทยาส่วนบุคคล และมวลชน
แล้วแต่ ใครจะเอาไปใช้เพื่ออะไร และผลประโยชน์ของฝ่ายใด อิๆ
เช่น คำทำนายของ นอสตราดามูส เรี่มโด่งดัง เมื่อ นาซี เอามาใช้ "ยืนยันความชอบทำ"
ของฝ่ายตน ที่จะ เปลี่ยนโลก ให้เป็นแบบ"ตามใจฉัน"
ต่อมาฝ่ายพันธมิตร ก็เอามาตีความใส่ร้ายนาซี บ้างอิๆ
ทุกวันนี้ ก็เอามายืนยัน"วันโลกแตก" กำลังจะมาแล้วอิๆ
//-หมอดู พระ หมอนวด นักจิตวิทยา มีพื้นฐานจิตเดียวกัน คือ
"อยากช่วยคนให้พ้นทุกข์"
วิธี เบน เหตุปัญหา ไปสู่สิ่งอื่น เป็น จิตวิทยาพื้นฐาน ที่เราถูกสอนมาแต่เด็ก
เด็กลื่นหกล้ม แม่อาจตีพื้นแล้วบอกว่า นี่แน่ พื้นไม่ดี
เด็กก็งงๆ หยุดร้องไห้ จิตสำนึกจึงบอกว่า
"ตูไม่ผืด ผิดที่พื้นมันฮวยเซง" อิๆ
พอโตขึ้นก็มีปัญหาชีวิต
"เกิดมาตูไม่เคยผิด"
"ผิดเพราะ ประเทศที่ตูเกิดมันผิด" อิๆ
-ดาว วันนี้ ก็จะบอกว่า ตูก็เดินเล่น เต้นระบำ ขึ้นเหนือ ลงใต้บ้าง
มาบอกว่าตู สุมหัว ทำลายโลก
"จะเอาแน่ หรือ เอาอยู่" ไม่เกี่ยวกับตูนะเฟ้ย อิๆ
คอยดูว่า คนที่ใช้ทฤษฎี....."ตูเอาแน่"
กับ "ตูเอา(กัน)อยู่"....................ใครจะอยู่ ใครจะไป อิๆ

โดย : ศิลปะ ทางจิตวิทยา กับโหราศาสตร์ ปู่ลิง
http://www.212cafe.com/boardvip/view.php?user=cm99&id=2021

กลุ่มดาวที่ดวงอาทิต์จรผ่าน(เมื่อมองจากโลก)เป็นที่มาของการเปลี่ยนแปลงฤดูกาล ท

แชร์ 2946 ดู | 1 ความเห็น

Footprints

ความเห็น

  • PULING
    PULING 2012-01-07 12:58
    //-พวกชอบฟันตุง ฟันธง ทั้งหลาย
    ต่างทำนายว่า ภิบัติห้าจะเกิดขึ้น ในปี เฒ่าหัวงู เอ้ย ปีงูใหญ่คือ
    1.สงครามภายนอก
    คงจะยาก เพราะ ผลประโยชน์กำลังเจรจา
    ใครจะอยากทุบไข่ตนเองอิๆ
    2.สงครามภายใน
    ก็ไม่มีท่อน้ำเลี้ยงส่ง
    ใครจะสู้แล้วรวย หรือ สู้แล้ว ซวย ก็ตามใจอิๆ
    3.ภัยจากธรรมชาติ
    อ้างตั้งแต่ดาว ทฤษฎีสมคบคืออัฉริยะล้างโลก
    นั่งเทียน ถามเองตอบเอง เก่งก๊อปมาฝาก อิๆ
    ห้ามแถ เดี๋ยวหลังสงกานต์ ไม่เกิด บอกอีก ยังมีปีใหม่น้องมด อิๆ
    4.โรคระบาดล้างเผ่าพันธุ์
    เข้าทางพวก ผลิตอาหารในห้องแอร์ต่อไป อิๆ
    5.ภัยทางเศรษฐกิจ
    พวกหัวกระทิ เซียนข้างกระดาน ส่งข่าวมาว่า
    -เศรษฐกิจโลก เดิม อยู่ในมือพวกอังม้อ
    อเมริกา ยุโรป มีพลเมือง 800ล้าน แต่กุมเศรษฐกิจ 40% ของโลก
    -เศรษฐกิจใหม่ มีจีน อินเดียตลาดใหม่
    มีพลเมือง 5000ล้าน(ทั้งโลกมี7000ล้าน)
    แค่"กระตุ้นการบริโภค" กระแสเศรษฐกิจก็วิ่งกระฉูด
    ไทยเป็นแอ่ง ท้องมังกร อยู่แล้ว
    อิ่มลูกดียว สำคัญว่าจะลุกมาทำหรือไม่ อิๆ
    ฮ่องกงเขาแจกเงินให้ ประชาชนเขา ไปนุ๊กกับปีใหม่นะ
    ....................
    เล่าสู่กันฟังนะ บาย